เขียนโค้ดจับปลา เขียนโค้ดสร้างอวน

————————————————–

ผมมีความรู้สึกมาตั้งนานแล้วครับ บางทีโปรแกรมเมอร์ที่ำกำลังเขียนโปรแกรมต๊อกแต๊กๆอย่างผม อาจกำลังอยู่ในขบวนการโกงชาติ ผลาญเงินภาษี และบ่อนทำลายประเทศโดยไม่รู้ตัว !!

….มันเกี่ยวกันยังไง?…

บริษัทซอฟต์แวร์ของไทยหลายบริษัท มีกลุ่มเป้าหมายไปที่ภาครัฐ และหลายๆหน่วยงานของภาครัฐนั้น มีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ค่อยจะโปร่งใสเท่าไรนัก และเราโปรแกรมเมอร์อย่างเราก็ได้รับเงินเดือนจากบริษัทเหล่านั้น

ถ้าคุยกับเซลล์ของบริษัท ขั้นตอนในการได้สัญญาจัดซื้อจัดจ้างกับภาครัฐนั้น มีความซับซ้อนพอๆกับ Travelling Saleman Problem เลยทีเดียว (เปรียบกันได้ไหมเนี่ย)

เมื่อลองคิดเ่ล่นๆต่อว่า ถ้ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐนั้นมีมาตรฐาน ได้ราคาที่เป็นธรรม ยอดรายรับของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยจะลดลงไปประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ (เช่น ซอฟต์แวร์ราคาสักสองแสนในตลาด ซื้อขายกันสองล้าน)

และประมาณต่อว่ารายรับที่ลดลงไปขนาดนั้น จะมีจำนวนบริษัทซอฟต์แวร์อยู่รอดได้กี่เปอร์เซ็นต์

ผมหาตัวเลขไม่ได้จึงขอจบประเด็นที่ตรงนี้ก่อน

บางที ที่เรายังได้เงินเดือนอยู่ ก็เพราะว่าท่านผู้มีอำนาจเหล่านั้นโกงๆกันนี่แหละ  ถ้าเค้าไม่โกงกัน เราอาจจะตกงานแล้วก็ได้ !!!

————————————————–

บทนำข้างบนนี่ ผมไม่ได้มีเจตนาจะด่าใครนะครับ (แค่เสียดสีสังคม :P) จริงๆแล้ววันนี้อยากพูดถึงประสิทธิภาพในการผลิตซอฟต์แวร์ และ มูลค่าของซอฟต์แวร์ ในแง่มุมของการพัฒนาประเทศไทย

เริ่มที่ประสิทธิภาพในการผลิตซอฟต์แวร์ ก็คล้ายๆกับประสิทธิภาพในการผลิตของอุตสาหกรรมแหละครับ

ถ้าให้ ประสิทธิภาพในการผลิต = ผลลัพธ์/ทรัพยากรที่ใช้ (สมการอาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว หยวนๆละกันนะครับ)

ให้ผลลัพธ์คงที่ (คือซอฟต์แวร์ที่ออกมาใช้งานได้) ประสิทธิภาพในการผลิตจะแปรผกผันกับปริมาณทรัพยากรที่ใช้

คำถามคือ ประสิทธิภาพในการผลิตซอฟต์แวร์ของประเทศเรา เพิ่มขึ้นไหมในรอบสิบปีที่ผ่านมา?

แน่นอนครับ คำตอบคือ ต้องเพิ่มขึ้นแน่ เพราะเทคโนโลยีใหม่ๆ เฟรมเวิร์คใหม่ๆ และโปรแกรมเมอร์ที่(คาดว่า)เก่งมากขึ้น

คำถามถัดไปคือ แล้วค่าประสิทธิภาพดังกล่าว เพิ่มขึ้นหรือไม่ หากเปรียบเทียบกับของประเทศต่างๆทั่วโลก (เพราะทั่วโลกก็ได้เทคโนโลยีใหม่ๆ และเฟรมเวิร์คใหม่ๆเหมือนเรา)

พุดง่ายๆคือ ถ้าจับโปรแกรมเมอร์เมืองไทยมาเขียนโค้ดแข่งกับประเทศอื่นๆแล้ว ประสิทธิภาพของเราสู้เขาได้ไหม? (เอาโดยเฉลี่ยทั้งประเทศนะครับ ไม่เอาเฉพาะพวกที่ชนะเลิศโอลิมปิคคอมฯ)

ศาสตร์การประเมินขนาดของซอฟต์แวร์ของเรายังไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติมาก  การวัดประสิทธิภาพจึงทำได้ยาก  อีกทั้งการสุ่มตัวอย่างของโปรแกรมเมอร์ไทยทั้งประเทศก็ทำได้ลำบาก เพราะ range ของความสามารถนั้นกว้างมากๆ

แต่ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เป็นที่ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยไม่ได้เน้นในการพัฒนาศักายภาพในการผลิต แต่เน้นในการเพิ่มยอดขายและหาลูกค้ามากกว่า ถ้าผลิตไม่ทันเพราะประสิทธิภาพมันต่ำ ก็อัดคนเพิ่มแม่งเข้าไป เพราะรายรับของซอฟต์แวร์ที่ขายให้ภาครัฐมันสูงเว่อร์อยู่แล้ว ประเด็นการเพิ่มประสิทธิภาพจึงถูกมองข้าม บริษัทไม่สนว่าจะลดต้นทุนอย่างไร เพิ่มคุณภาพของสินค้าอย่างไร สนอยู่แค่ว่าจะหาลูกค้าเพิ่มยังไง

ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อนาคตจะเป็นเช่นไร?

 

————————————————————————–

เรื่องถัดไปมูลค่าของซอฟต์แวร์ ผมขอเริ่มด้วยคำถามว่า เราจะวัดมูลค่าของซอฟต์แวร์(เป็นตัวเงิน) ออกมายังไง

  1. ตาม Man day ที่ใช้ในการพัฒนา แล้วแปลงเป็นเงิน
  2. ตามมูลค่าเพิ่มที่ได้ จากการใช้ซอฟต์แวร์นั้นๆ (เช่น การใช้ซอฟต์แวร์บัญชี สามารถลดเวลาทำงานของนักบัญชีในบริษัทได้ 70 Man day ต่อเดือน แล้วจึงแปลง Man day เป็นเงิน)
  3. ตามมูลค่าที่ขายได้

ข้อหนึ่งนั้นคงไร้สาระมากๆ ถ้าซอฟต์แวร์ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เลย แล้วจะผลิตไปหาซากแมวน้ำทำไม

แต่ความเป็นจริงแล้ว มีหน่วยงานหลายๆที่ในโลก (ไม่ใช่แค่ประเทศไทย) ซื้อซอฟต์แวร์ที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เลยในราคามหาศาล (เพราะมีปัญหาเรื่องการเก็บ requirement)

ข้อสอง ฟังดูดี เป็นเชิงปฏิบัติและเป็นรูปธรรมขึ้นมาหน่อย  ผมให้ข้อสังเกตนิดนึงว่า ถ้าผมเอาซอฟต์แวร์ตัวหนึ่งไปใช้กับบริษัทที่มีคนทำงาน 100 คน กับ บริษัทที่มีคนทำงาน 10,000 คน  มูลค่าของซอฟต์แวร์ตัวนี้จะแตกต่างกันมากเลยทีเดียว

ข้อสาม นี่คือโลกแห่งความเป็นจริง จะไปแคร์อะไรล่ะครับ ถึงซอฟต์แวร์ไม่ได้ให้มูลค่าอะไรกับผู้ซื้อเลย แต่ถ้าเงินมันไหลเข้ามา ก็นับตามนั้นแหละ  ยิ่งซอฟต์แวร์ที่สามารถ custom และขายเป็นไลเซนต์ได้ ยิ่งได้เงินเยอะใหญ่ เพราะต้นทุนการผลิตแทบจะคงที่

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ถามว่า เราควรวัดมูลค่าของซอฟต์แวร์ด้วยวิธีไหน ถ้าเรามองมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจทั้งประเทศเป็นหลัก

ผมเลือกข้อสอง เพราะซอฟต์แวร์ของเราส่วนใหญ่ ไทยทำไทยใช้กันเสียมากกว่า

ส่วนข้อสาม น่าใช้ในกรณีที่เราขายซอฟต์แวร์ให้ต่างประเทศ ซึึ่งประเทศไทยมีโมเดลธุรกิจแบบนี้น้อยมาก

คำถามสุดท้ายคือ ซอฟต์แวร์ที่พวกเราโปรแกรมเมอร์ชาวไทยกำลังพัฒนาเนี่ย สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทยเท่าไร?

มีความรู้สึกว่า ต่อให้ขายกันแทบตาย ใต้โต้ะกันแทบตาย มูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศมันก็ไม่ได้เติบโตหรอกครับ ความเป็นอยู่ของคนในชาติมันก็ไม่ได้ดีขึ้นหรอกครับ  เงินแค่ไหลจากภาษีประชาชนเข้าหาคนมีอำนาจเท่านั้นแหละ

————————————————–

(สรุป)

ระหว่างนั่งเขียนโค้ด มาลองคิดกันดูบ้าง โค้ดของเราเพิ่มมูลค่าให้กับประเทศไทยเท่าไร และทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษยชาติเพิ่มขึ้นมากเท่าไร

มองในเชิงเศรษฐศาสตร์ระดับมหภาค มนุษย์จะมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ เราควรเน้นพัฒนาศักายภาพในการผลิต หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

คนคนเดียวหาปลามือเปล่าได้วันละตัว หิว ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ก็ควรเอาเวลาไปสร้างอวน จะได้หาปลาได้วันละหลายๆตัว  มนุษย์ชาติก็ควรจะสร้างอวน ไม่ใช่จับปลา

แล้วที่เรากำลังนั่งโค้ดอยู่นี่ล่ะ? โค้ดจับปลา หรือโค้ดสร้างอวน?

  1. #1 by chakrit on January 22, 2011 - 8:26 am

    Exactly why I retired from my last company luay la. TOR + lock spec == corruption.

    About efficiency, I think we must first refine that equation before we can start answering the question. Since there might’ve been a hidden force there that we’ve known about yet too.

  2. #2 by อรุช on January 22, 2011 - 8:44 am

    นี่มันเป็นสัจธรรมชัดๆ

    ออกมาทำ Software ขายเอกชนดีๆ แทนสิ อย่างนั้นน่ะส่งผลแน่ๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: