กลไกการปกป้องตนเองด้วยทวิตเตอร์

19 พ.ค.  2553  รัฐบาลเข้าสลายผู้ชุมนุมเสื้อแดง การสลายสำเร็จ แต่กรุงเทพฯโดนเผามากกว่า 20 จุด

เป็นที่น่าสนใจว่าทวิตเตอร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือการระบายอารมณ์ของ ทุกฝ่ายคนจำนวนมากด่าผู้ชุมนุมเสื้่อแดงอย่างรุนแรง ในขณะที่ฝั่งตรงข้าม ก็สวนกลับว่าอีกฝ่ายอำมหิต สนับสนุนให้รัฐบาลฆ่าคนชั้นรากหญ้า เพียงเพื่อให้ชีวิตชนชั้นกลางที่เป็นปกติของตนกลับคืนมา

ใครถูกใครผิด วัดกันที่ว่าคุณอยู่พวกไหน แต่ผมอยากแนะนำให้ในมองเชิงจิตวิทยา เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดามาก

การที่ผู้ชุมนุมถูกสลาย และการที่เมืองถูกเผา บีบคั้นจิตใจของคนทั้งสองฝ่าย ให้เข้าสู่ภาวะ “วิกฤติ” เพราะความขัดแย้งและอารมณ์ต่างๆประัดังเข้ามาอย่างสุดขั้ว สมองของทั้งสองฝ่ายจึงดำเนินการ “ป้องกันตัวเอง” โดยการระบายออกกับสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด

และทวิตเตอร์ ดูจะเป็นสื่อที่ระบายออกเพื่อปกป้องตัวตน และความถูกต้องของตัวกู (หรือ ego ก็ได้)

คงไม่มีเสื้อแดงคนไหนทวีตออกมาว่า “ผมขอโทษจริงๆครับ ผมคิดเลยว่าการชุมนุมของพวกผม กำลังสนับสนุนให้คนกลุ่มหนึ่งฉวยโอกาสเผาเมืองและปล้นสะดม” หลังจากการชุมนุมของพวกเขาพึ่งถูกสลายทิ้งมาหมาดๆ

และไม่มีฝ่ายสนับสนุนให้สลายม็อบคนไหนทวีตออกมาว่า “ผมไม่น่าสนับสนุนให้สลายเลย ใครจะไปรู้ว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นแบบนี้ ความรุนแรงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นจริงๆ” หลังจากเมืองกำลังโดนอีกฝ่ายเผา

สักพักหนึ่ง หลังการระบายอารมณ์ให้เต็มที่ สภาพจิตใจก็จะเริ่มลดระดับจาก “วิกฤติ” มาเป็น “หดหู่” (กรุณานึกภาพกราฟที่ร่วงฮวบลงมา) ถึงจุดนี้เราจะเริ่มเห็นทวีตทำนอง “กูเศร้าสัดๆ” “รำลึก CTW” “ตายไปกี่คนล่ะเนี่ย”  แม้จะยังมีจิกกัดอีกฝ่ายบ้างเพื่อระบายอารมณ์ต่อ แต่ก็เป็นการเหวี่ยงของอารมณ์สั้นๆ เพื่อให้จิตใจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

หลังจากนั้นก็เริ่มจะเห็นทวีตออกทำนองว่า “ตอนนี้ทวิตด่ากันไม่ได้อะไรดีขึ้น มาช่วยกันส่งข้อมูลฉุกเฉินดีกว่า” ซึ่งเป็นวิธีที่ดีมาก ที่จะทำให้คนได้สิ่งยึดเหนี่ยวใหม่ ทำให้ตนเองรู้สึกว่ามีประโยชน์ เพื่อให้สภาวะอารมณ์กลับมาเป็นปกติ

ดูกราฟประกอบได้ที่นี่

คิดแบบโปรแกรมเมอร์หน่อย ข้อมูลการแสดงออกทางอารมณ์เหล่านี้ ถ้าดึงมาประมวลผล น่าจะมีประโยชน์อย่างมากกับรัฐหรือกลุ่มบุคคลที่ต้องการควบคุมอารมณ์ของฝูงชน เพราะจะได้รู้สถานะอารมณ์ของกลุ่มคนในปัจจุบัน และเลือกการนำเสนอโน้มน้าวให้เหมาะสม

เนื่องจากผมเป็นคนชอบเขียนอะไรที่จบแบบเปรี้ยวปร้าวคมได้ใจ (วิบัติซะแล้ว)  ขอจบบล็อคนี้ด้วยย่อหน้านี้ละกันครับ

“ความเชื่อทางศาสนากับการเมืองเป็นสองสิ่งที่ทำให้คนแตกแยกจนฆ่ากันได้ ทั้งสองอย่างคล้ายคลึงกันมาก แต่แตกต่างกันตรงที่ว่า ศาสนาแทบทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี แต่การเมืองไม่เคยสอนให้คนเป็นคนดี”

  1. #1 by TAP on May 22, 2010 - 8:09 am

    ชอบหว่ะเจมมี่ โดนใจมาก

    เห็นคนใน timeline เป็นอย่างงี้เยอะมาก ก่อนสลายนี่พูดอะไรไม่ฟังเลยเถียงกลับตลอด พอหลังจากเหตุการณ์ซักระยะเปลี่ยนความคิดไปเป็นคนละคน แบบตามไม่ทันเลยทีเดียว

  2. #2 by m3rlinez on May 22, 2010 - 10:06 am

    อ่านหัวข้อตอนแรก นึกว่าจะเป็น “กลไกการปกป้องตนเอง จาก ทวิตเตอร์”

  3. #3 by อรุช on May 22, 2010 - 11:35 am

    จริงๆ การเมืองมันก็สอนให้คนเป็นคนดีนะ แต่ไม่ว่าจะศาสนา หรือการเมือง ถ้ามีเงินกับอำนาจมาเกี่ยวเมื่อไหร่ ก็เน่าพอๆ กัน

    สรุป ศาสนา ไม่ได้ contrast กับการเมืองนะเราว่า เหมือนกันเด๊ะ

  4. #4 by ijemmy on May 22, 2010 - 1:31 pm

    @tap เห็นแท็บทวีตเรื่องนี้หลายรอบมาก เราอาจต้องนัดคุยกันนอกรอบ =)

    @gant ปกป้องไม่ได้ หลังจากเลิกเล่นไปนาน กลายเป็นติดเลยเนี่ย T.T

    @aruj ก็จริงนะ เวลานึกถึงศาสนาในสมัยก่อน

  5. #5 by dark on May 23, 2010 - 4:21 am

    กด like😀
    แล้วเจมมี่เป็นแบบไหนอ่ะ

  6. #6 by ijemmy on May 23, 2010 - 10:28 am

    @dark คงต้องคุยกันยาว😄

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: