บนความสำเร็จย่อมมีรอยด่างพร้อย Creative Blog#18

วันนี้ผมจะมาบล็อคเกี่ยวกับงานที่ไปทำ และพึ่งจบไปมาครับ

แต่บล็อคปัญหาไว้ก่อน แล้วบล็อคถัดๆมาค่อยโพสต์รายละเอียด

ปัญหาเหล่านี้ ลิสต์มาจากเซสชั่น “What do you want from next BarCamp”

ด้านคน

  • ไม่มีตัวกลางในการเชื่อม Contact ระหว่างกัน
  • ปัญหาภาษาอังกฤษ
  • คนไม่ค่อย participate
  • มีการปั่น Vote / การโหวตไม่ได้มาตรฐาน

ด้านสถานที่+อุปกรณ์

  • ไมโครโฟนน้อยไปต่อหนึ่งห้อง
  • จัดหลายชั้น เดินขึ้นเดินลงเหนื่อย
  • ไม่มีที่ค้าง

ด้านหัวข้อ

  • หัวข้อที่ให้โหวตขาดรายละเอียด (อยากให้มี Tag ด้วย)
  • ไม่มีที่รวบรวมสไลด์หลังพูดเสร็จ (มี SlideShare แต่บางคนไม่รู้)
  • ห้อง 8 ห้องมีเยอะไป เลือกหัวข้อลำบาก + ชนกัน
  • อยากให้มีช่วงเวลานำเสนอหัวข้อตัวเอง เหมือนใน Conference ที่มีให้นำเสนอหน้าโปสเตอร์

ด้านเวลา

  • Session ชนกัน
  • จัดสองวัน คนมาวันที่สองน้อย

ด้านอื่นๆ

  • อาหารไม่อร่อย
  • ไม่มีจุดเด่นหลักที่ต่างจากบาร์แคมที่อื่นๆ
  • มีการประกาศเซสชันผ่านเครื่องกระจายเสียง
  • น่าจะมีกิจกรรม Ice-Braking ให้คนสนิทกันมากขึ้น
  • น่าจะมีกิจกรรมใน Party ด้วย
  • การมีสองภาษาใน 1 Session ทำให้งงและเสียเวลา
  • คนที่มาเป็นคนเฉพาะกลุ่มเกินไป (ขาดการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง)

กล่าวโดยสรุป

หลังจากที่อ่านปัญหาแล้ว อาจจะรู้สึกว่างานนี้จัดได้ไม่ดี แต่ในมุมมองของผมแล้ว งานนี้เป็นงานที่พวกเราจัดได้ดีที่สุดงานหนึ่งเลยทีเดียว

อ้างอิงจาก http://www.aruj.org/drupal/?q=node/97 ผมเห็นด้วยทุกประการ

———————————————————————-

กลับมาเรื่องของปัญหา

การมองหาปัญหา อาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่คนทั่วไปคิดว่าสร้างสรรค์นัก คนที่นั่งค้นหาปัญหามักจะถูกมองในแง่ลบว่าเป็นคนจู้จี้ ช่างตำหนิติเตียน มองโลกในแง่ร้าย และไม่มีความสร้างสรรค์

แต่ผมกลับมองว่า การมองหาปัญหาไม่ใช่สิ่งที่ดีหรือไม่ดี สิ่งที่สำคัญคือ ทัศนคติที่มีต่อปัญหา ต่างหาก

ผมพบว่าคนจำนวนมาก(ผมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้บ่อยๆ) มีทัศนคติต่อปัญหาแบบนี้

  • เป็นเรื่องที่แย่
  • ต้องมีคนผิดจึงเกิดปัญหา (หาแพะ)
  • น่ารำคาญ
  • น่าจะทำได้ดีกว่านี้
  • ไม่ได้เรื่อง
  • ถ้าชั้นจัดเองชั้นจะทำแบบนั้นแบบนี้
  • เป็นรอยด่างพร้อยของงาน

ในทางตรงกันข้าม เมื่อเวลาผ่านไป ผมค้นพบว่า นักกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงหลายคนที่ผมรู้จัก มีทัศนคติต่อปัญหาที่ต่างออกไป

  • เป็นเรื่องธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้
  • ใครผิดไม่สำคัญ แต่ใครจะแก้ได้ต่างหากที่สำคัญ
  • เป็นเรื่องตลก
  • ผู้จัดทำเต็มที่แล้ว ทุกคนต้องการบทเรียน
  • ทุกคนก็เป็นกัน
  • ถ้าไม่เคยทำเองอย่าไปว่าใครเขา
  • ไม่มีความสำเร็จใดที่ไม่มีรอยด่างพร้อย
  • ครั้งหน้า เราจะทำอย่างไรให้ดีกว่านี้

เป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่ากลัวเหมือนกัน เพราะจากประสบการณ์ คนจำนวนน้อยมาก ที่มีทัศนคติอย่างนี้ (ใช่ ผมกำลังบอกว่า ผมเจอนักกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพดีน้อยมาก)

เมื่อคนๆหนึ่งเห็นงานที่มีปัญหานิดหนึ่ง พวกเขามักจะหาปัญหาและข้อติฉินออกมาได้จำนวนมาก บางคนก็เสนอทางแก้มาให้ด้วยเสร็จสรรพ

ถ้านึกภาพไม่ออกให้ไปดูการเมืองบ้านเรา….

ผมเองยอมรับว่าผมเป็นคนจำพวกนั้น (ถึงปัจจุบันก็ยังแก้ไม่หาย)

เมื่อถึงเวลาที่คนประเภทนี้ต้องอยู่ในระดับการควบคุมงาน เมื่อคุณไม่สามารถทำงานเองได้ทั้งหมด และต้องกระจายงานให้คนอื่น เขาเหล่านั้นจะทนกับปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ แม้เพียงเล็กน้อย

กรณีเลวร้ายที่สุด เขาจะเริ่มมองหาข้อเสีย และจิกกัดผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเขา หรือวิ่งลงไปทำเอง ซึ่งส่งผลให้คนผู้นั้น ขาดความเป็นผู้นำในสายตาของผู้ตาม

ผลกระทบที่เกิดขึ้นรุนแรงยิ่งนัก

——————————————————-

ในการทำงาน เราต้องการคนที่เสนอวิธีการแก้ปัญหา มากกว่าคนที่พูดถึงปัญหา
แต่ที่สำคัญที่สุด เราต้องการคนที่อาสาแก้ปัญหา มากกว่าคนประเภทใดๆทั้งสิ้น

——————————————————-

  1. #1 by Aruj on September 2, 2008 - 5:00 pm

    อ่นแล้วนึกถึงสองเรื่อง
    1. ที่จอดรถ
    2. การโม้วิธีแก้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: