อัตชีวประวัติของฉัน (Creative Blog#13)

ไม่รู้ทำไม แต่ผมไม่ชอบเอาเรื่องส่วนตัวลงบล็อคเลยแฮะ

การได้อ่านตัวเองที่ถูกเล่าโดยตัวเองก็ตลกดีเหมือนกัน อ่านๆดูแล้วไม่มีอะไรต้องโดนเซนเซอร์😀 (แม้จะมีผู้ถูกพาดพิงถึงเยอะหน่อยก็ตาม)

————————————————————————–

นับว่าเป็นโชคดีที่มนุษย์เราที่แต่ละคนมีความแตกต่าง การพัฒนาของมนุษยชาติจึงเกิดขึ้นได้ ถ้าหลับตาจินตนาการว่าคนในโลกนี้มีหน้าตา และฉลาดเหมือนไอน์สไตน์หมด โลกนี้คงเป็นคลกร้ายเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

ผมมีความรู้สึกอยู่เสมอว่า ชีวิตของตนนั้นเรียบง่ายเกินไป การเดินตามเส้นขีดที่พ่อแม่ให้เอาไว้ตั้งแต่เด็ก ทำให้ผมมีความกลัวที่จะก้าวออกนอกเส้น พ่อกับแม่เคยเล่าว่า เมื่อครั้งสมัยยังเล็ก ตอนที่อยู่ในวัยซุกซน พ่อกับแม่ผมพาไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ผมเดินไปมา ดูตามร้านต่างๆด้วยความสนใจตามประสา พ่อกับแม่เลยดัดหลัง ด้วยการแอบไปซ่อนไม่ให้ผมเห็น พอรู้ตัวอีกที ผมก็หาพ่อแม่ไม่เจอแล้ว เนื่องจากผมจำความตอนนั้นไม่ได้ เลยนึกไม่ออกว่าตอนนั้นรู้สึกเป็นเช่นไร แต่ที่รู้แน่ๆคือ เท่าที่ผมจำความได้ ผมก็ไม่กล้าเดินในห้างสรรพสินค้าคนเดียวอีกเลย

ผมจำเรื่องราวตอนเด็กได้ไม่มาก แต่เท่าที่จำได้ ผมเป็นคนที่ค่อนข้างขี้อาย กลัวไปซักทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน (เช่น วาดภาพที่ไม่เคยวาด) หรือคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน

ตอนอนุบาล ที่โรงเรียนจะมีคาบเวลาว่างให้แต่ละคนเลือกทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ กิจกรรมมีทั้งหมด 4 อย่าง คือวาดภาพ ….ส่วนที่เหลือสามอันผมจำไม่ได้แล้ว เพราะแทบไม่เคยเข้า ผมเข้าแต่มุมที่มีสีเทียน และวาดภาพเดิมไปเรื่อยๆทุกวัน ซึ่งผมแทบไม่เคยเปลี่ยนภาพที่วาดเลย ผมจะวาดแต่ภาพเดิมซ้ำๆกัน โดยไม่สวยขึ้นแม้แต่นิดเดียว

เมื่อถึงชั้นประถม อานิสงค์ของการวาดภาพเป็นประจำมาก่อนจึงไม่ค่อยช่วยผมนัก ผมไม่เคยได้คะแนนเต็มในคาบศิลปะ (ซึ่งเป็นแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน) และออกจะเกลียดคาบนี้เสียด้วย เพราะมักจะต้องทำอะไรที่เลอะเทอะบ่อยครั้ง เช่น ปั้นดินน้ำมัน ใช้สีน้ำ เอาฝาหอยมาจุ่มสีโปสเตอร์ละเลงไปเป็นภาพ

จุดหักเหในชีวิตชั้นประถมผมเกิดขึ้นตอนที่อยู่ประถมศึกษาปีที่ 4 มีวิชาการเกษตร ซึ่งคุณครูผู้สอนดุมาก (แม้ว่าเราจะไม่ได้ทำอะไรผิดก็ตาม) คุณครูมอบหมายให้นักเรียนไปทำรายงานเกี่ยวกับการปลูกผักแต่ละชนิด แล้วออกมารายงานหน้าชั้น

จะว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่ทราบได้ ผมได้กลุ่มที่ไม่ได้เรื่องมาก ไม่มีใครทำงาน สุดท้ายผมจึงต้องทำรายงานเองทั้งหมด แถมออกไปรายงานหน้าชั้นเองด้วย นั่นเป็นการรายงานหน้าชั้นครั้งแรกของผม เนื่องจากครูไม่ให้เด็กเตรียมสคริปต์ออกไปอ่าน หรือมีโพยใดๆ ผมจึงใช้วิธีการท่องจำประโยคประมาณหนึ่งหน้า A4 แล้วออกไปพูดหน้าชั้นแบบเป๊ะๆ

หลังจากนั้น ผมก็ได้อยู่แต่กลุ่มดีๆ มีแต่คนทำรายงานให้ หน้าที่ของผมคือการไปพูดหน้าชั้นเพียงอย่างเดียว แต่คราวนี้ไม่ต้องท่องจำอีกแล้ว เพราะหลังจากทำครั้งแรกได้สำเร็จ ครั้งถัดๆไปก็ดูง่ายลงเหลือเกิน ความสามารถในการพูดต่อหน้าผู้คนของผมก็ไม่เลวนักทีเดียว

ช่วงมัธยมต้นดูเหมือนจะเป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดในชีวิตผม เนื่องจากผมไม่ต้องการสอบเข้ามัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จึงไม่ต้องเตรียมอ่านหนังสือสอบ และโชคดีที่การให้เกรดศิลปะไม่นิยมให้แบบทำร้ายจิตใจเด็กมากนัก ผมจึงวาดภาพได้โดยไม่เครียดเรื่องคะแนนมาก ชีวิตช่วงนี้จึงอุทิศให้การเล่นได้อย่างเต็มที่ ทั้งเล่นเกม และเล่นกับเพื่อน ซึ่งก็เป็นที่น่าสังเกตอีก ว่าไม่ว่าผมจะเล่นอะไร ผมจะนิยมเล่นซ้ำแบบเดิมๆ ไม่เลี่ยนแปลง

มัธยมปลายเป็นช่วงชีวิตที่ผมใช้ได้ไม่คุ้มค่าอย่างมาก อาจเป็นเพราะผมเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง การแต่งตัวให้เรียบร้อย และทำตัวเฉิ่ม จึงเป็นสิ่งที่กีดกั้นผมจากกลุ่มเพื่อนทั่วไป โชคยังดีที่มีเพื่อนสนิทที่ทำตัวแบบเดียวกันอยู่คนหนึ่ง ชีวิตก็เลยไม่เหงามาก เพราะอย่างน้อยก็มีเพื่อนร่วมทำตัวประหลาดด้วย

เวลาส่วนใหญ่ในช่วงนี้จึงหมดไปกับการอ่านหนังสือเตรียมเอ็นท์ เนื่องจากอาจารย์ที่โรงเรียนมักจะสอนไม่รู้เรื่อง ผมจึงมักจะใช้เวลาในคาบเรียนหนึ่งๆ ไปในการเรียนวิชาอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ผมอ่านหนังสือฟิสิกส์ในคาบเคมี และอ่านเคมีในคาบฟิสิกส์ คุยกับเพื่อนในคาบคณิตศาสตร์ และทำโจทย์คณิตศาสตร์ในคาบภาษาไทยและสังคม (ส่วนสองคาบสุดท้าย จะไปตายเอาดาบหน้าช่วงก่อนสอบ)

ในช่วงนี้ ผมได้รับคัดเลือกให้เข้าโครงการความสามารถพิเศษทางด้านภาษาอังกฤษ การใช้เวลาเล่นเกมอย่างหนักหน่วงในช่วงมัธยมต้น ทำให้ผมมีเซนส์ในการอ่าน และทำข้อสอบภาษาอังกฤษที่ดีมาก เพราะผมเล่นเกมซ้ำๆเดิม ไม่เปลี่ยนเกมมากนัก โดยจุดมุ่งหมายในการเล่นเกมของผม คือเล่นให้สมบูรณ์แบบ ถ้าเป็นเกมที่ต้องเก็บไอเทม ผมก็จะเก็บมันให้ครบทุกชนิด ซึ่งการที่จะทำให้ได้เช่นนั้น จะต้องอาศัยการอ่านบทสรุปภาษาอังกฤษจากเว็บต่างๆเป็นจำนวนมาก

แต่งานในโครงการ เป็นอะไรที่น่าลำบากใจกับผมมาก เนื่องด้วยอาจารย์อนุมานว่าพื้นฐานภาษาอังกฤษเราดีเยี่ยมแล้ว จึงมักจะให้งานที่ต้องคิด และใช้แค่ภาษาในการนำเสนอมากกว่า ตัวอย่างเช่น การให้ดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง แล้วตีความภาพยนตร์ออกมาเป็นแนวคิดๆต่างๆที่ผู้ทำภาพยนตร์ต้องการนำเสนอ ดูกันแล้วดูกันอีก และงัดเอาไอเดียทุกอย่างแบบถูลู่ถูกังมาเพื่อใช้ในการนำเสนอ

หลังการสอบเอ็นทรานซ์ครั้งแรก คะแนนผมเพียงพอ ที่จะเข้าคณะต่างๆได้เกือบหมดแล้ว ผมเลยใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือการเขียนโปรแกรม เพื่อดูว่าสาขานี้เป็นสิ่งที่เราจะรับได้หรือไม่ โชคดีที่ได้หนังสือที่ดีมาก เป็น e-book เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี ชื่อ “How to think like a computer scientist” พอทดลองอ่านและเขียนโปรแกรมตามแล้วก็รู้สึกชอบ ผมเหลือทางเลือกแค่ วิศวฯคอมฯ กับวิทยาศาสตร์คอมฯ

แม้จะคะแนนถึงวิศวฯคอมฯจุฬาฯ แต่ผมเองก็มีความรู้สึกกบฏเล็กๆ ว่าอยากจะไปเรียนที่ ม.ราม เนื่องจากที่นั่นใช้เวลาเดินทางจากบ้านผมแค่ประมาณ 15-30 นาที แต่การไปจุฬา ใช้เวลา 1-1.5 ช.ม. ประกอบกับรู้สึกว่า วิชาความรู้ต่างๆในด้านคอมพิวเตอร์ สามารถหาทางศึกษาเองได้ แต่สุดท้าย ความคิดนี้ก็ต้องล้มไป เพราะหากผมเลือกทำจริงๆ คงจะถูกแม่ไล่ออกจากบ้าน

ผมกับเพื่อนสนิทที่กล่าวไว้ตอนต้นชอบสายคอมพิวเตอร์ทั้งคู่ และคะแนนของเราทั้งสองคนก็พอเลือกวิศวฯคอมฯตรง และวิทยาศาสตร์คอมฯ หลังจากต่างฝ่ายต่างตัดสินใจ ผมเลือกเข้าวิศวฯ ส่วนเพื่อนผมเลือกเข้าวิทยาฯ นี่เป็นย่างก้าวเข้าสู่ช่วงชีวิตมหาวิทยาลัย และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มากมายที่สุดในชีวิตผม

สาเหตุหลักๆที่เข้าวิศวฯคือค่านิยม หลักสูตร และความท้าทาย ผมเองไม่แคร์เรื่องค่านิยมมาก แต่โชคร้าย ที่โลกภายนอกแคร์กันแบบสุดๆ และดูหลักสูตรของทางวิทยาฯแล้ว พบว่าวิชาเกือบครึ่งเป็นวิชาคณิตศาสตร์ ในขณะที่ทางวิศวฯเป็นจะไม่เน้นด้านคณิตศาสตร์มาก แต่จะไปทางด้านวิชาฮาร์ดแวร์

ตัวผมเองไม่ได้เกลียดวิชาคณิตศาสตร์ (จะว่าไป นี่เป็นวิชาประเภทที่ผมเรียนได้ดีที่สุด ถ้าไม่นับวิชาด้านซอฟท์แวร์) แต่ผมมองไม่ออก ว่าทำไมเราต้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์มากมายขนาดนั้น หากอาชีพเป้าหมายของเราไม่ใช่ในด้านนั้น ถึงแม้ว่าผมจะไม่ค่อยถูกกับฮาร์ดแวร์ (ผมมักจะทำอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคส่วนใหญ่พังโดยไม่ทราบสาเหตุได้) แต่ฮาร์ดแวร์ก็ยังดูใกล้เคียงกับโลกที่ผมอยากก้าวไปมากกว่า

และเหตุผลสุดท้าย คือเรื่องความท้าทาย ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยคะแนนสอบเข้าที่สูงกว่า ผมจะได้พบกับคนที่บ้าระห่ำในด้านคอมพิวเตอร์ในคณะวิศวฯ มากกว่าวิทยาฯ

ผลปรากฏว่า การมาเรียนที่ วิศวฯคอมฯ จุฬาฯ เป็นทางเลือกที่ถูก (ผมคิดว่าแม้จะไปวิทยาฯ ก็คงเป็นทางเลือกที่ถูกเหมือนกัน) แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่ช่วยผลักดันผมได้มากที่สุด ไม่ใช่สามสาเหตุข้างต้น แต่เป็นสภาพแวดล้อม

ตอนนี้ผมเริ่มค้นพบอย่างชัดเจนว่าผมกลัวอะไรที่ไม่เป็นไปตามแบบแผน กลัวความแปลกใหม่ และกลัวสิ่งที่ไม่เคยเจอ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเลือกที่จะใช้ชีวิตช่วงมหาลัยส่วนหนึ่งในการทำกิจกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยทำมาก่อนในช่วงมัธยม

สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากการทำกิจกรรมคือการรู้จักปล่อยวาง เพราะการทำกิจกรรมนั้น ไม่ได้ทำเพียงแค่คนเดียวได้ แต่ต้องทำร่วมกับผู้อื่น แม้จะเป็นกิจกรรมเดียวกัน แต่คนแต่ละคนมีจุดมุ่งหมายในการทำกิจกรรมต่างกัน บางคนทำเพื่อหาประสบการณ์ บางคนทำเพื่อสังคม บางคนทำเพราะอยากมาเล่นกับเพื่อน หรือบางคนมาเพราะหวัง Activity Transcript

คนมากหน้าหลายตาที่พบ บางคนเป็นเพื่อนที่ดี แต่ไม่ใช่คนร่วมงานที่ดี บางคนเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี แต่คบเป็นเพื่อนไม่ได้ กรณีที่แย่ที่สุดคือ คบเป็นเพื่อนไม่ได้ แถมทำงานด้วยก็ยังไม่ดีอีก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเขาได้ จึงต้องปล่อยวาง และมองหาแง่มุมดีๆของเขา และไกล่เกลี่ยให้ได้ผลลัพธ์ที่ลงตัวที่สุด บางครั้งเราอาจต้องยอมเสียจุดยืนไปบ้าง (หรือเสียไปทั้งหมด) แต่ถ้าหากจำเป็น เราก็ต้องยอมขยับจากตำแหน่งที่ยืนอยู่ ไม่เช่นนั้นความขัดแย้งและความเสียหายจะตามมา

การทำกิจกรรมทำให้ผมได้ฝึกฝนทักษะหลายอย่าง เช่น การพูดต่อหน้าชุมชน การต่อรอง การจัดการ การวางแผน หรือแม้กระทั่งการบลั๊ฟที่ประชุมเพื่อให้ผลออกมาตามที่เราต้องการ (ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับกิจกรรมนอกคณะ)

ผมค้นพบว่ารากฐานของปัญหาทั้งหมดคือการสื่อสาร หลายๆอย่างที่เราคิดว่าเราเข้าใจ แต่พอเอาเข้าจริง กับปฏิบัติไม่ตรงกัน เพราะเข้าใจผิดกันตั้งแต่แรก หรือ การตีคำสั่งความหมายในทางที่ผิดๆ เช่น มีประกาศเตือนว่า ห้ามเตะบอลในลานเกียร์ระหว่างทำค่าย คนที่เตะบอลจะมีความรู้สึกว่าถูกบังคับ ถูกห้าม ถูกสั่ง จึงพยายามต่อต้าน แต่ความเป็นจริงแล้ว ประกาศเตือนดังกล่าว มีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างทำค่าย เช่น พี่เตะบอลโดนน้องที่มาเข้าค่ายปากแตก ซึ่งมันก็สมเหตุสมผลอยุ่

ผลลัพธ์คือ เมื่อมีการห้ามเตะบอล วันถัดมาพี่ค่ายก็พร้อมใจกันหาลูกวอลเล่นบอลมาเล่น ซึ่งไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย เพราะลูกฟุตบอลหรือลูกวอลเล่ก็ทำน้องปากแตกได้เหมือนกัน

เนื่องด้วยสถานะการเงินที่ไม่ดี และมีโอกาสจะไม่มีเงินเหลือพอเรียนจบ ช่วงปี 3 เทอมปลาย ผมจึงตัดสินใจเลิกทำกิจกรรม ป็นช่วงที่ผมตั้งใจพัฒนาซอฟท์แวร์ซอฟท์แวร์เพื่อแข่งประกวดในงานต่างๆ จุดประสงค์หลักไม่ได้เพราะชื่อเสียง แต่เพื่อเงินและประสบการณ์ในสายอาชีพจริง

ถ้าเทียบกับการสอนพิเศษ การส่งซอฟท์แวร์แข่งประกวดเป็นสิ่งที่ทำเงินได้ดีทีเดียว หากเรามีความคิดสร้างสรรค์พอ ที่จะสร้างซอฟท์แวร์ที่ชนะการประกวด ในเวลาที่สั้น ผมสังเกตว่าซอฟท์แวร์ที่ชนะการประกวด ไม่ได้เพราะตัวซอฟท์แวร์มีคุณภาพสูง แต่เป็นเพราะซอฟท์แวร์โดดเด่น สร้างสรรค์ และแก้ปัญหาได้จริง แม้ทางเทคนิคจะไม่ซับซ้อนก็ตาม

บันทึกความสำเร็จที่ประทับใจ

อย่างที่กล่าวไปในตอนแรกว่า ผมกลัวความไม่แน่นอนมากที่สุด การทำกิจกรรมต่างๆ จึงทำให้ผมอยู่ได้ไม่เป็นสุขพอสมควร กิจกรรมที่ผมใช้เวลาไปมากที่สุด น่าจะเป็นค่ายลานเกียร์ ซึ่งทำตั้งแต่ปี 1 ปี 3 ตั้งแต่ส่วนล่างสุดของปิรามิดการปกครอง(เบ๊) ไปจนถึงส่วนบนสุดคือประธานค่าย (ซึ่งพูดกันตามความเป็นจริง ก็ทำงานไม่ค่อยต่างจากเบ๊มากนัก)

งานในค่ายที่ผมทำ มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวพร้อมๆกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะมองในแง่มุมไหน ผมเคยจัดการงานที่น่าจะง่ายๆ ให้ออกมาได้ดี หรือออกมาไม่ได้เรื่อง และเคยจัดการงานที่ยากและไม่น่าเป็นไปได้ ให้ออกมาได้ดี สำหรับผมแล้วคงยากที่จะบอกว่างานไหนสำเร็จหรือล้มเหลวได้ยาก เพราะเส้นแบ่งมันบางเหลือเกิน

งานที่มีความสำเร็จมากที่สุด น่าจะเป็นการจัดพิธีบายศรีของค่าย ค่ายลานเกียร์จะมีพี่ค่ายประมาณ 200-300 คน และน้องค่ายประมาณ 200 (พิจารณากันตามจริง เป็นอัตราส่วนที่ตลกมาก แต่ก็ไม่มีใครหาทางแก้ไขได้) งานจะจัดตอนประมาณ 3-5 ทุ่ม โดยน้องทั้งหมดจะต้องปิดตา และเดินมายังบริเวณลานเกียร์ ในขณะเดียวกันพี่ค่ายทุกคน ก็ต้องเดินแถวมานั่งรวมกันเพื่อบายศรีน้องด้วย

ความยากของงาน อยู่ที่น้องต้องปิดตา ดังนั้น การคุมพี่ให้นั่งให้ถูกตำแหน่ง จึงห้ามใช้เสียง และไม่เดินไปเตะหรือตัดกับแถวน้อง (เพราะลานเกียร์แคบมาก) จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก การนัดแนะ การจัดการ และความร่วมมือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะพี่ๆต้องจุดเทียนพร้อมๆกัน ร้องเพลงพร้อมๆกัน

แต่ถ้าใครเคยได้มายืนอยู่บนตึกสามของคณะวิศวกรรมศาสตร์ในคืนที่มีบายศรีของค่ายลานเกียร์ คุณจะได้เห็นภาพที่สวยงามที่สุดภาพหนึ่งในชีวิตคุณเลยทีเดียว และจะยิ่งสวยงามมากขึ้น ถ้าคุณเป็นส่วนหนึ่งในการเนรมิตภาพนั้นเกิดขึ้นมา

นอกจากค่ายลานเกียร์แล้ว ผมยังได้ทำกิจกรรมยิบย่อยอีกหลายอย่าง ตัวอย่างเช่นงานสภานิสิต ซึ่งดูแลด้านการจัดสรรค์งบให้กับชมรมต่างๆ การทำงานนี้ทำให้ได้เห็นความจริงที่ว่า อะไรที่มีเงินมาเกี่ยวข้อง ความซับซ้อนของมันจะพุ่งขึ้นสูงตามปริมาณเงิน

ในช่วงที่ผมต้องดูแลงบประมาณของชมรมฝ่ายศิลป์ เงินที่ขอมาทั้งหมด มียอดอยู่ที่หนึ่งล้านสองแสนบาท แต่งบประมาณที่มีให้ มีแค่เพียงประมาณหกแสนบาท การประชุมเพื่อต่อรองจึงเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวมาก เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็ต้องการเงินให้มากที่สุด ทั้งๆที่ยอดเงินที่มีมีแค่ครึ่งเดียวของที่ขอมา

สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่างานนี้สำเร็จ คือหลังจากการประชุมต่อเนื่องประมาณ 36 ช.ม. ทุกฝ่ายล้า และไม่อยากประชุมต่อ จึงได้ยอมรับงบของตนเองที่มี ชมรมทุกชมรมเดินออกจากห้องไปด้วยรอยยิ้ม และค่อนข้างพอใจในผลลัพธ์ของการจัดสรรค์งบประมาณ (ผมคิดว่าคงมีเสียงกร่นด่าในใจหลังจากนั้น)

ซึ่งปีก่อนหน้านั้นมา การตัดงบทำให้เกิดความบาดหมางกันตั้งแต่ต้นปี และทำให้การทำงานต่อๆไปลำบาก แต่ในปีผมกับเพื่อนทำไม่เกิดขึ้น (เท่าที่จำได้จะเกิดความบาดหมางตอนปลายๆปีแทน)

บันทึกความล้มเหลว

ส่วนความล้มเหลวที่ผมต้องจำไปจนตาย เกิดขึ้นช่วงขึ้นปี 2 ที่ต้องรับน้องปีหนึ่งไปจัดกลุ่ม เพื่อลงทะเบียนเรียนแรกเข้า เช้าวันนั้นผมไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไร เพราะพึ่งจบค่าย และอดนอนมาหลายวัน แต่พี่คนหนึ่งขออาสาสมัครเพื่อให้จัดเตรียม power point ที่มีรายชื่อของน้องแยกตามกลุ่มที่ต้องไปลงทะเบียนเรียน เมื่อไม่มีใครอาสา ผมเลยรับไป เพราะคิดว่าแค่งานง่ายๆ

สภาพของเด็กประมาณหนึ่งพันคนที่กระจายอยู่ทั่วคณะ โดยการจัดกลุ่มแบบผิด คือความวิบัติอย่างแท้จริง และสาเหตุที่น่าอนาถของความวิบัตินั้น มาจากผมเอง ที่ใช้ฟังก์ชัน sort ของโปรแกรมเอ็กเซลผิด กลุ่มทั้งหมดเลยผิดหมด จึงเกิดความโกลาหลในการโยกย้ายน้องปีหนึ่งที่คละกันเละเทะ เป็นเวลากว่าสองช.ม.

บทเรียนที่มีค่าครั้งนี้ เตือนผมเสมอว่าอย่าทำงานสำคัญๆเวลาง่วง

การทำกิจกรรมหลายๆอย่าง ทำให้ผมได้รับรู้ความจริงอย่างหนึ่ง ว่าผมไม่ชอบการทำกิจกรรมเอาเสียเลย และการเปลี่ยนแปลงให้ชอบในสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ผมจึงค่อยๆเบี่ยงตัวออกจากการทำกิจกรรม

ช่วงปิดเทอมปีสาม ผมได้เรียนรู้จากความล้มเหลวในการสัมภาษณ์เข้าฝึกงานในบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่ง นั่นคือความสามารถด้านภาษา ผมเองใช้ภาษาแค่ในการอ่านอย่างเดียว และทำได้ดีเสียด้วย จึงเหมือนคิดไปเอง ว่าผมสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ แต่แท้ที่จริงแล้ว นอกจากการอ่าน ทักษะการฟัง พูด และเขียน ของผมนั้นไม่ได้เรื่องสิ้นดี

โชคดีที่ผมหาที่ฝึกงานได้ แต่การฝึกงานก็ทำให้ผมเห็นสภาพจริง ว่าภาษากับ soft skill สำคัญแค่ไหนต่อความสำเร็จในการทำงาน ในขณะที่ความรู้ที่เราเรียนไป ได้ใช้แค่ไม่ถึงครึ่ง เมื่อขึ้นปีสี่ ผมจึงตัดสินใจที่จะมองโลกเสียใหม่ โดยการลดการศึกษาทางด้านเทคนิคลง และให้ความสำคัญกับอีกสองด้านนี้แทน เริ่มมองหาวิชานอกคณะมากขึ้น เพื่อเรียนรู้มุมมองใหม่ๆของสาขาอื่น ใช้เวลาบางส่วนในแต่ละวันนั่งฟังข่าวภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นต่อไป

  1. #1 by TAP on August 11, 2008 - 5:13 am

    ลงชื่อว่าอ่านไปแล้ว

  2. #2 by Aruj on August 11, 2008 - 7:28 am

    แกใช้ภาษาไทยผิดเยอะเหมือนกันนะเนี่ย

  3. #3 by ijemmy on August 12, 2008 - 12:24 pm

    แก้ให้หน่อยสิ😉

  4. #4 by dark on August 12, 2008 - 6:06 pm

    แอบด่ากรูเร๊อะ

  5. #5 by dark on August 12, 2008 - 6:07 pm

    เอ้อ ลืม เข้าวิศวะคอมน่ะถูกแล้ว มีลูกมีหลานอย่าส่งมาเรียนวิดยาเลย เอิ้ก

  6. #6 by ijemmy on August 13, 2008 - 3:23 pm

    เฮ้ย ไม่ได้ด่าสักคำ ด่าตรงไหนเนี่ย ว่ามาซิ คุณชายทุนมง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: