BR: BR: ทำไมคนเราถึงเกลียดภาษาอื่นๆ
February 23, 2010
หลังจากอ่านเรื่อง “ทำไมคนเราถึงเกลียดภาษาอื่นๆ” ของ m3rlinez และ teerapap.c แล้วก็เกิดอารมณ์ร่วมอยากเขียนล้อเลียนตามบ้าง โดยผมจะยึดรูปแบบของการเกลียดภาษาทั้งสามแบบ มานำเสนอในมุมมองของผมนะครับ
ถึงแม้งานปัจจุบันจะไม่ค่อยมีความเป็นโปรแกรมเมอร์หลงเหลืออยู่มากแล้ว แต่ในอดีตผมเองก็เคยมีความรู้สึกเกลียดชังภาษาบางภาษาอย่างอธิบายไม่ได้
แบบที่ 1 เกลียด เพราะเค้าลือมาแย่ๆ
โดยปกติ คนที่ใช้ภาษาอะไรก็มักจะติดตามข่าวสารจากเว็บที่เกี่ยวข้องกับภาษานั้นๆถูกไหมครับ ดังนั้น ความเห็นที่คนๆนั้นจะได้รับ มักจะเป็นความเห็นที่มีอคติอยู่แล้ว (Bias) ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนส่วนใหญ่จะเกลียดภาษาหนึ่งๆเพียงเพราะว่าได้อ่านเจอบ่อยๆว่าภาษานั้นห่วยอย่างนั้น อย่างนี้
เผอิญว่าภาษาแรกที่ผมศึกษาอย่างจริงจังนั้นเป็น Java ซึ่งเป็นภาษารุ่นน้องที่ถูกคนเขียนภาษารุ่นพี่รุมประนามอย่างบ่อยครั้ง ตั้งแต่เรื่องความจุกจิกของ syntax (write once, debug everywhere) ไปจนถึงเรื่องความช้า (knock knock knock – who’s there ? – (long pause) – Java) เท่าที่ผมจำความได้ ผมไม่ค่อยจะเห็นผู้เขียนภาษาจาวาจู่โจมภาษาอื่นๆมากนักครับ แค่ปกป้องตัวเองก็ร่อแร่อยู่แล้ว ความคิดที่ติดหัวผมในตอนแรกที่เริ่มเขียนโปรแกรม “ทุกภาษาก็มีข้อดีข้อเสียและความเหมาะสมของตัวเอง” ถึงเราจะเอาไขควงไปตอกตะปูได้ แต่ก็ไม่ควรเอาค้อนไปไขสกรูอยุ่ดี
แบบที่ 2 เกลียด เพราะใช้แล้วไม่พอใจ
ผมไม่สามารถดำรงความเป็นกลางในข้อข้างต้นได้เมื่อผมได้ลองขยับจากภาษาจาวาไปยังภาษาอื่นๆครับ เริ่มตั้งแต่ PHP ที่โปรเจคแรกที่ทำ ก็เจอโค้ดแบบสปาเก็ตตี้โบล์ว ทำให้รู้สึกว่า ภาษานี้มันช่างล่อลวงให้คนเขียนสร้างโค้ดอุบาทว์ๆเหลือเกิน อย่างไรก็ตามผมยังพอยอมรับ PHP ได้ครับ เพราะมันเอาไปรับจ๊อบได้ดี =)
ความอดทนของผมสิ้นสุดเมื่อมาเขียน Symbian C++ นี่แหละครับ ไม่ขอพูดว่าทำไมละกัน เพราะมันก็มีเหตุผลของมันที่ต้องเป็นแบบนั้นนั่นแหละ แต่ถึงปัจจุบันผมก็ยังเกลียดมัน และความเกลียดยังลามไปถึง C++ ด้วย
การต่อต้านการเปลี่ยนแปลงใหญ่ปัญหาขององค์กรจำนวนไ่ม่น้อย เช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงภาษาและเครื่องมือที่ใช้เขียนโปรแกรมจะทำให้โปรแกรมเมอร์รู้สึกต่อต้านลึกๆอยู่ในใจ และพยายามคิดหาเหตุผลที่รองรับตามมา เมื่อโปรแกรมเมอร์คนไหนทดลองเปลี่ยนไปใช้ภาษาอื่นที่มีแนวคิดต่างกัน โอกาสที่โปรแกรมเมอร์จะรู้สึกต่อต้านและเกลียดภาษานั้นๆจึงสูงมากครับ (ยกเว้นแต่ว่า เปลี่ยนเพราะอยากลองเอง)
แบบที่ 3 เกลียดโดยหลักการ
ในมุมมองของผม นิยามของคำว่า”หลักการ”จะแตกต่างจาก m3rlinez และ teerapap.c พอสมควรครับ
ตัวอย่างเช่น ผมเกลียดภาษา C# + ASP.NET เพราะมันเป็นระบบปิด แค่จะหาทูลมาลองเขียนยังวุ่นวาย เหมือนต้องไปง้อไมโครซอฟต์ ผมจึงไม่ได้ศึกษา (ซึ่งก็ถือเป็นการเสียโอกาสพอควรเหมือนกัน)
ส่วนเรื่องจุกจิกอย่างการเซ็ตอัพโมดูลต่างๆใน PHP หรือความอุบาทว์ในการเจนโค้ดให้เองนี่ผมกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรมาก
หรืออีกกรณีนึงคือ python ที่ผมค่อนข้างชอบภาษานี้ด้วยซ้ำ แต่ผมเลือกที่จะไม่ศึกษาภาษานี้ต่อยอด สาเหตุเพราะหาตลาดแรงงานของภาษานี้ยากในเมืองไทย ผมจึงเอนไปทาง php มากกว่า
——————
จบท้ายที่ว่า เราควร “มองภาษาเป็นเครื่องมือ” และเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับงาน… แต่หลายเืดือนที่ผ่านมา การทำงานทำให้ผมมองว่า โลกของธุรกิจ “มองภาษาเป็นต้นทุน” ซึ่งภาษาที่เหมาะสมกับงานที่สุด อาจไม่ได้เป็นต้นทุนที่ต่ำที่สุดเสมอไป
(ต้นทุนในที่นี้ หมายถึงเงิน ทรัพยากร และเวลาครับ)
ขอให้สนุกกันการเขียนโปรแกรมครับ
ความสมดุล
December 26, 2007
เหมือนเคยอ่านเจอในหนังสือจิตวิทยา เขาพูดไว้ประมาณนี้
ถ้ามีนาย ก. รักนางสาว ข แต่นางสาวข. เกลียดขี้หน้านายก. -> ไม่สมดุล (ไม่แน่ใจว่า ใช้ศัพท์ว่าสมดุล จำไม่ได้แฮะ)
ถ้านาย ก. เกลียดนางสาวข. แล้วนางสาวข.ก็เกลียดนายก. -> สมดุล
ถ้ามีนาย ก. รักกับนางสาว ข นางสาวข.ก็รักนายก. แต่นางสาวข. เลี้ยงหมาชื่อ ค. แล้วนายก. ก็รักหมาตัวนั้นด้วย ->สมดุล
แต่หากนาย ก. เกลียดหมา ขึ้นมา -> ไม่สมดุล
ถ้านาย ก.เกลียดนางสาวข. เกลียดไอ้หมาค. นั่นด้วย แล้วนางสาวข.กับหมาก็เกลียด นายก.เช่นกัน -> สมดุล
………………
เราก็ต้องดูกันต่อไป ว่าใครจะได้เป็นเป็นนาย ก. แล้วนางสาว ข. หมายถึงอะไร ส่วนเจ้าหมา ค.จะโผล่มาหรือไม่
แล้วสมดุลจะเิกิดขึ้นหรือเปล่า??
ปล. เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบุคคลใดๆทั้งสิ้น แค่มีอยู่จริงในหนังสือจิตวิทยาสังคมที่บ้าน ทุกสิ่งที่่ท่านตีความ เกิดจากการจินตนาการไปเอง
เด็กไทยขาดทักษะการวางแผนหรือเปล่า?
December 1, 2007
มีความเชื่อว่า ทุกอย่างต้องวางแผน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ชีวิต
แต่เนื่องจากเราถูกเลี้ยงดูกันดีเกินไป ต่างจากตะวันตกซึ่งปล่อยให้เด็กลุยเอง
พ่อแม่วางแผน ใส่กรอบ จูงมือเราเดินหมด
เราเลยวางแผนกันเองไม่เป็น
ประเทศชาติเลยพัฒนาช้า เพราะมีคนวางแผนเป็น หรือเห็นคุณค่าของการวางแผนน้อย
พวกฉลาดๆ ก็ดันแห่เลือกอาชีพที่ถูกขีดเส้นเอาไว้ ไปเป็นกรรมกรชั้นสูง
รึเปล่า?