6. คำถาม : จงเสนอวิธีการปรับปรุงการสอนวิชานี้ให้ดียิ่งขึ้น
อยากเสนอให้มีชั่วโมงวิทยากรมาพูดเพิ่มขึ้นครับ (ถ้าหากเวลาเรียนไม่พอ ก็อาจจะเปิดนอกเวลา เพื่อนๆที่ไม่ได้เรียนจะได้มาฟังด้วยได้)  เพราะรู้สึกว่าการได้ฟังแนวคิดของวิทยากรเป็นการเปิดโลกทัศน์ยิ่งขึ้น  หัวเรื่องที่อยากฟังมากๆคือ การประยุกต์ใช้เทคนิคในการคิดในชีวิตจริง เพราะเวลาที่เราเรียน เราจะศึกษาจากเคสทั่วไปจำลอง ถ้าเราได้ฟังจากบุคคลที่เคยเอาเทคนิคต่างๆไปใช้ในชีวิตจริง น่าจะทำให้เราสามารถเห็นภาพได้มากขึ้นกว่าการเรียนในห้องอย่างเดียว

โปรเจคเดี่ยวของผมคือ “รายงานชีวิต 4 ปีในรั้วจามจุรี” โดยมีจุดประสงค์เพื่อแนะนำรุ่นน้องที่เข้ามาใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยครับ

ขั้นตอนต่างๆเป็นดังนี้ครับ

1. ร่าง Outline เรื่องที่จะเล่าทั้งหมดก่อน หน้าตาตอนแรกเป็นดังนี้ครับ

Table of Content
- บทนำ ส่วนต่างๆของหนังสือ
- ชีวิตก่อนเข้า
o เพื่อนที่ดีที่สุด
o จุดแยก
- ปี 1
o วิษณุกรรมบุตร – ค่ายรับน้องที่ดีที่สุด
o บายศรีครั้งแรก – ใช้ชีวิตให้คุ้มกับสี่ปี
o ก้าวแรกในร่มจามจุรี – การเรียน และการปรับตัว
o มิตรแท้และศัตรูถาวร – ดอทเอ กับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
o สู่โลกกิจกรรม
 ค่ายลานเกียร์รอบแรก
 สภานิสิตจุฬาฯ
o เรียนอย่างไรให้รุ่ง
 รู้จักตัวเอง
 ฉันทะ – แม้ต้องฝืนใจให้ชอบ
 แบ่งเวลาให้เป็น ฝืนใจให้ได้
 เทคนิคช่วยจำ
• The Hook
• The Stick Guy
• Pyramid of Learning
- ปี 2
o ยินดีต้อนรับสู่ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
 ภาควิชาที่น่ารักที่สุดในโลก
 อาจารย์คือสิ่งที่คุณจะหาไม่ได้เมื่อเรียนจบไป
 การเรียน
• โปรเจคป๊อกเมธ
o ย่างก้าวในโลกกิจกรรม
 ค่ายลานเกียร์รอบสอง
 สภานิสิตจุฬาฯ

- ปี 3
o โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพซอฟต์แวร์ไทย
o ถึงเวลาล่ารางวัล
 NSC 2008
 IBM Mainframe Contest
 Samart Innovation Award
 HSBC
o การฝึกงาน (ยินดีต้องรับสู่โลกแห่งความเป็นจริง)
 ตกรอบสัมภาษณ์
 ภาษากับบุคลิก
 รอยเตอร์
- ปี 4
o ความคิดสร้างสรรค์
o IT Entepreture
o BarcampBangkok
o ซีเนียร์โปรเจค

- ภาคผนวก
o แนะนำวิธีการเรียนในรายวิชาที่เรียนมาทั้งหมด
o รายการแข่งขันทั้งหมดที่รู้จัก


2. หลังจากร่างเสร็จแล้ว วันถัดมามานั่งเปิดดู รู้สึกเหมือนจะเป็นอัตชีวประวัติยังไงไม่รู้ เนื่องจากจุดประสงค์หลักของรายงาน ไม่น่าจะเป็นการ “เล่าประสบการณ์” แต่เป็นการ “แนะนำ” ในที่สุดจึงกะจะเปลี่ยน Outline ใหม่

3. เริ่มปิ้งไอเดียว่า ถ้าจะขายของ เราก็ต้องสำรวจตลาด จะเขียนหนังสือ ก็น่าจะสำรวจไอเดียผู้อ่านก่อน http://ijemmy.wordpress.com/2008/09/18/%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%80/#comment-906

อ่านๆไปอ่านๆมาแล้ว เชียร์ให้เขียนประสบการณ์ทั้งนั้นเลย – -”

4. ผมหยิบคำแนะนำต่างๆมา เพิ่มเติมและปรับแต่งเนื้อหา จนได้ Outline ใหม่ ซึ่งเป็นตัวเดียวกับรายงานฉบับสมบูรณ์ครับ

บทที่ 1 คำนำ
บทที่ 2 ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย
2.1 ทำไมถึงเลือกเรียนวิศวฯคอม?
บทที่ 3 การเรียน
3.1 เรื่องของการเลือกภาค
3.1.1 การเลือกภาควิชาตอนจบปี 1
3.1.2 เมื่อไม่ได้เข้าภาคที่ต้องการ
3.1.3 การเปลี่ยนภาควิชา
3.2 เรื่องของการเรียน
3.2.1 มันโหดจริงๆ เชื่อผมเถอะ
3.2.2 วิธีการเรียนที่ดี
3.2.3 ยิ่งเกลียดยิ่งต้องใส่ใจ
3.2.4 การทำข้อสอบ
3.2.5 การถอน (Withdraw)
บทที่ 4 กิจกรรม
4.1 ทำกิจกรรมไปเพื่ออะไร
4.2 ทำกิจกรรมไปแล้วได้อะไร
4.3 แนะนำกิจกรรมต่างๆ
4.3.1 กิจกรรมในคณะ
4.3.2 นอกคณะ
4.4 บริหารเวลาให้เป็น
4.5 ข้อคิดในการทำกิจกรรม
บทที่ 5 ล่ารางวัล
5.1 งานประกวดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
5.2 านประกวดนอกเหนือจากคอมพิวเตอร์
5.3 เว็บไซต์ต่างๆ ที่มีรวมการแข่งขันต่างๆ
บทที่ 6 ฝึกงาน (สำหรับภาคคอมพิวเตอร์)
6.1 เวลาที่ควรหาที่ฝึกงานได้แล้ว
6.2 ฝึกงานที่ไหนดี
6.2.1 สาย Software
6.2.2 สาย Network
6.2.3 สาย Hardware
6.2.4 สายที่ไม่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
บทที่ 7 จบแล้วไปไหน (สำหรับภาคคอมพิวเตอร์)
7.1 เรียนต่อ 5 ปีตรี-โท
7.2 เรียนต่อต่างประเทศ
7.3 หางาน
บทที่ 8 เตรียมตัวออกจากมหาวิทยาลัย

.

ถึงจุดนี้เริ่มพอใจใน Outline แล้วครับ เพราะกระชับดี จริงๆมีหลายเรื่องที่อยากใส่เข้าไป แต่กลัวเยิ่นเย้อ แล้วทำให้รายงานยาวเกินไปคนอ่านจะเบื่อเสียก่อน

5. เสร็จแล้วก็เริ่มลงมือเขียนครับ ตั้งใจเขียนคำนำค่อนข้างมากเลย เริ่มต้นดีน่จะมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ออกมาแนวลิเกฯนิดหน่อย

คำนำเป็นสูตรบังคับที่จะต้องมีในทุกรายงาน นักเรียนส่วนใหญ่ค้นพบว่าคำนำเป็นส่วนที่เขียนได้ยากมาก เพราะไม่รู้ว่าควรจะเขียนอะไรดี หนึ่งในวลียอดนิยมคือการลงท้ายคำนำด้วยประโยคที่ว่าที่ว่า “ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อย”

แต่ไม่มีสักครั้งเลย ที่ผมจะรู้สึกจริงๆว่ารายงานที่ทำนั้นมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน

ชีวิตของนักเรียนไทย ถูกบังคับให้ทำรายงานเป็นกิจวัตร กว่าจะจบการศึกษา เคยนับบ้างไหมว่าเราทำรายงานไปกี่เล่ม? และเคยนับบ้างไหมว่า มีกี่เล่มที่มีประโยชน์จริงๆ

สำหรับตัวผมเอง อีกไม่กี่เดือน ผมก็จะสำเร็จการศึกษาแล้ว ถ้านับรวมกระดาษที่ผมใช้ทำรายงานคงสูงกว่าความสูงผมได้ แต่ผมยังอยากทำรายงานอีกสักเล่ม รายงานที่สามารถมอบประโยชน์กับคนอื่นจริงๆ

นี่คือสาเหตุที่ผมตัดสินใจทำ “รายงานชีวิต 4 ปี”

…..

อยากอ่านที่เหลือ ติดตามในรายงานเองครับ

6. อ่านทวนแล้วก็แก้พวกคำผิด กับประโยคที่อ่านแล้วสับสนครับ เป็นอันเรียบร้อย

7. ปริ้นท์งานออกมา เดี๋ยวพรุ่งนี้เอาไปให้เพื่อนอ่านดูเป็นเวอร์ชั่น Beta เผื่อมีข้อติชมให้ปรับปรุงแล้วค่อยส่งผลงานออกสู่สายตามหาชน

หน้าตาของรายงานครับ

เสร็จสมบูรณ์ !!

เสร็จสมบูรณ์ !!

UPDATE: เอ้อ ผมก็ลืมอัพโหลดไฟล์ไว้ให้ดาวน์โหลดเสียสนิทเลยนี่ อุตส่าห์ทำตั้งนาน – -” สำหรับใครที่อยากอ่านรายงานตัวนี้ก็คลิ๊กที่นี่เลยครับ

The Last Creative Blog

September 19, 2008

จริงๆตั้งใจว่าจะเขียนบล็อคเป็นภาษาอังกฤษตลอดแล้ว แต่ขอส่งท้าย Creative Blog ด้วยภาษาไทยละกันครับ

เป็นเวลาหลายเดือนเหมือนกันที่ผมพยายามเขียนบล็อคอย่างต่อเนื่อง (ล้มเหลวมาตลอด)

ปริมาณอาจจะไม่ค่อยมาก แต่หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านมากๆนะครับ

จริงๆแล้ว ยังมีหลายเรื่องที่อยากเขียนครับ แต่… ลืมไปแล้ว

ความคิดสร้างสรรค์มักจะมาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง พอเขียนเรื่องแรกเสร็จก็ดันลืมเรื่องอื่นๆเสียหมดนี่สิ

——————————————————————

ชั้นเรียนสุดท้ายของครีเอทีฟวิตี้ เน้นไปที่แนวคิดที่ว่า “ไม่มีสิ่งที่เป็นไปไม่ได้”

สิ่งที่ปัจจุบันเป็นเรื่องไร้สาระและน่าตลกขบขัน อย่าไปสบประมาทมันว่าไม่มีทางเป็นไปได้ มันอาจจะปรากฏขึ้นในอนาคต และทำให้คุณหน้าแตกชนิดหัวเราะไม่ออกไปอีกนาน

ในชั้นเรียนได้พูดถึงกฏสามข้อของ Arthur C. Clarke ซึ่งสองข้อแรกเป็นตัวอย่างของแนวคิดนี้ได้เป็นอย่างเดียว (ข้อมูลจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Clarke’s_three_laws

Arthur C. Clarke formulated the following three “laws” of prediction:

  1. When a distinguished but elderly scientist states that something is possible, he is almost certainly right. When he states that something is impossible, he is very probably wrong.
  2. The only way of discovering the limits of the possible is to venture a little way past them into the impossible.
  3. Any sufficiently advanced technology is indistinguishable from magic.

——————————————————————

ปิดท้ายชั้นเรียนด้วยกิจกรรมสนุกอีกอย่าง โดยการแบ่งกลุ่มกลุ่มละสามคน ให้คนหนึ่งไปเอาภาพจากอาจารย์ และมาอธิบายให้คนที่สองฟัง โดยอธิบายเป็นคำพูดทั้งหมด ห้ามใช้คำถามหรือท่าทางเข้าช่วย และให้คนที่สองไปเล่าแบบเดียวกันให้กับคนที่สาม สุดท้าย… ให้คนที่สามวาดรูปมันออกมา

ซึ่งทำแล้ว ไม่ตรงสักรุปเลย – -”

การสื่อสารโดยภาษาของมนุษย์นี่มีข้อจำกัดดีแท้ จบชั้นเรียนด้วยภาพวาดของเพื่อนที่ไม่ตรงกับที่ผมพยายามอธิบายเกือบสิบห้านาที

หลังจบงาน พอประชุมเรื่องโปรเจคกลุ่ม ผมเลยหยิบกระดาษมาวาดแทนว่าเราหน้าตาของที่เราจะทำเป็นอะไรกัน แทนที่จะนั่งคุยด้วยคำพูด ซึ่งผมแอบมั่นใจว่าต้องเข้าใจไม่ตรงกันแน่ๆ

——————————————————————

ขอบพระคุณอาจารย์ธงชัีย ที่ให้โอกาสได้เรียนในชั้นเรียนชนิดที่ไม่เคยวาดฝันว่าจะได้เรียนมาก่อนครับ

เนื่องจากวิชาการคิดเชิงนวัตกรรมมีบัญชามาให้ทำโปรเจคเดี่ยว…

เลยอยากมาถามทุกๆ…

ไม่ใช่ให้ช่วยคิดนะว่าจะทำอะไรดี

เพราะคิดไว้แล้ว !!!

คิดไว้หลายอย่าง แต่ชอบอันนี้มากที่สุด นั่นก็คือ….

ทำรายงาน !!!~

แต่เดี๋ยวก่อน นี่ไม่ใช่รายงานธรรมดา …. แต่มันคือรายงานชีวิต !!!

ชีวิตสี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัย !!! (ตึ่งตึ้งงงง)

ที่เลือกงานนี้เพราะว่า มันน่าจะมีประโยชน์กับรุ่นน้องถัดๆไป รวมถึงรุ่นน้องที่เข้าใหม่ด้วย ถ้าเราทำอย่างอื่น สิ่งที่ทำก็จะตั้งอยู่ ดำรง และดับไป ตามวัฐจักรของสิ่งของที่ผุพัง

มีคนเรียนจบกันไปตั้ง 88 รุ่น แต่ไม่มีใครบันทึกการใช้ชีวิตสี่ปีไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเลย ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องฝึกงาน มันมีประโยชน์ต่อน้องๆมาก

เรื่องอะไรที่ควรรู้ เรื่องอะไรที่ควรทำ เรื่องอะไรที่ไม่ควร และเรื่องอะไรที่อยากทำ แต่ยังไม่ได้ทำ !!!

ทั้งหมดนี้จะมีให้น้องๆอ่านในรายงานชีวิตฉบับนี้ !!!!

——————————————————

ตอนแรกผมก็นั่งวางเอ้าท์ลายเรียบร้อยแล้วนะ เขียนไปนิดนึงแล้วด้วย

แต่เขียนไปสักพักก็เกิดความคิดที่ว่า เรื่องที่เราอยากเล่าให้น้องฟัง อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น้องเขาอยากรู้ก็ได้

อย่างสุภาษิตที่ว่า “ขายตรงต้องตามใจผู้ซื้อ เลี้ยงกระบือต้องตามใจทุ่งนา”

เลยอยากถามความเห็นของทุกคนที่หลงเข้ามาหน่อย ว่า

  1. มีหัวเรื่องอะไรที่คิดว่าควรจะใส่ลงไปบ้าง เอาเด่นๆ ที่คาดหวังว่าต้องมีแน่นอน
  2. มีคำแนะนำอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า เช่นเอาสำนวนเร้าใจ หรือเอาแบบเป็นทางการ หรือเอาสั้นๆ รวบๆ หรืออยากให้แถมขนมจีบซาลาเปาพร้อมกับรายงานไปด้วย เพื่ออ่านๆแล้วหิว
  3. อื่นๆ เช่น ถ้าใครอยากเขียนตอนพิเศษ เขียนแล้วส่งมาได้เล้ย เดี๋ยวจัดรวมกัน และใส่เครดิตให้ ชื่อของคุณจะยังคงอยู่กับพลัง และพลังก็จะสถิตอยู่กับทุกคนในภาค สรุปได้ว่า ชื่อของคุณจะสถิตอยู่กับทุกคนในภาค
    หรือ สำนักพิมพ์ไหนอยากจะเอาไปลง ติดต่อมาได้เลย ;)

แต่จะยังไม่เอาเอ้าท์ไลน์ที่ผมร่างไว้มาให้ดูหรอกนะ เดี๋ยวจะเบียดบังความคิดสร้างสรรค์ กลัวสปอยล์ด้วย

ปล. บล็อควันนี้เขียนให้สำนวนเกรียนๆ จะได้อดทนอ่านได้จบ

ปล2. ขอบคุณทุกคำแนะนำ

In the last creativity class room, we have three guest speakers. All of them are known successful innovation creator.

Since we can’t find a lot of inventor in Thailand, it’s a very good to see how inventors think and how they develop their idea.

One characteristic they share in common is “not afraid of failure”. To be a successful inventor, it’s certain that you have to fail before for many times. These people rarely talk or think about failures, rather, they’re interested in how to push them self toward the goal.

On the other hand, I think this characteristic is also important in many career that has “high risk”. Entrepreneur is a good example. It’s important to see risk as challenge and use it as a fuel to drive you toward success.

… I have a lot to talk about, however wring things in English is very hard, especially when its original version is Thai – -” I don’t know why I end up so short blog today…

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.