กลไกการปกป้องตนเองด้วยทวิตเตอร์
May 22, 2010
19 พ.ค. 2553 รัฐบาลเข้าสลายผู้ชุมนุมเสื้อแดง การสลายสำเร็จ แต่กรุงเทพฯโดนเผามากกว่า 20 จุด
เป็นที่น่าสนใจว่าทวิตเตอร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือการระบายอารมณ์ของ ทุกฝ่ายคนจำนวนมากด่าผู้ชุมนุมเสื้่อแดงอย่างรุนแรง ในขณะที่ฝั่งตรงข้าม ก็สวนกลับว่าอีกฝ่ายอำมหิต สนับสนุนให้รัฐบาลฆ่าคนชั้นรากหญ้า เพียงเพื่อให้ชีวิตชนชั้นกลางที่เป็นปกติของตนกลับคืนมา
ใครถูกใครผิด วัดกันที่ว่าคุณอยู่พวกไหน แต่ผมอยากแนะนำให้ในมองเชิงจิตวิทยา เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดามาก
การที่ผู้ชุมนุมถูกสลาย และการที่เมืองถูกเผา บีบคั้นจิตใจของคนทั้งสองฝ่าย ให้เข้าสู่ภาวะ “วิกฤติ” เพราะความขัดแย้งและอารมณ์ต่างๆประัดังเข้ามาอย่างสุดขั้ว สมองของทั้งสองฝ่ายจึงดำเนินการ “ป้องกันตัวเอง” โดยการระบายออกกับสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด
และทวิตเตอร์ ดูจะเป็นสื่อที่ระบายออกเพื่อปกป้องตัวตน และความถูกต้องของตัวกู (หรือ ego ก็ได้)
คงไม่มีเสื้อแดงคนไหนทวีตออกมาว่า “ผมขอโทษจริงๆครับ ผมคิดเลยว่าการชุมนุมของพวกผม กำลังสนับสนุนให้คนกลุ่มหนึ่งฉวยโอกาสเผาเมืองและปล้นสะดม” หลังจากการชุมนุมของพวกเขาพึ่งถูกสลายทิ้งมาหมาดๆ
และไม่มีฝ่ายสนับสนุนให้สลายม็อบคนไหนทวีตออกมาว่า “ผมไม่น่าสนับสนุนให้สลายเลย ใครจะไปรู้ว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นแบบนี้ ความรุนแรงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นจริงๆ” หลังจากเมืองกำลังโดนอีกฝ่ายเผา
สักพักหนึ่ง หลังการระบายอารมณ์ให้เต็มที่ สภาพจิตใจก็จะเริ่มลดระดับจาก “วิกฤติ” มาเป็น “หดหู่” (กรุณานึกภาพกราฟที่ร่วงฮวบลงมา) ถึงจุดนี้เราจะเริ่มเห็นทวีตทำนอง “กูเศร้าสัดๆ” “รำลึก CTW” “ตายไปกี่คนล่ะเนี่ย” แม้จะยังมีจิกกัดอีกฝ่ายบ้างเพื่อระบายอารมณ์ต่อ แต่ก็เป็นการเหวี่ยงของอารมณ์สั้นๆ เพื่อให้จิตใจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
หลังจากนั้นก็เริ่มจะเห็นทวีตออกทำนองว่า “ตอนนี้ทวิตด่ากันไม่ได้อะไรดีขึ้น มาช่วยกันส่งข้อมูลฉุกเฉินดีกว่า” ซึ่งเป็นวิธีที่ดีมาก ที่จะทำให้คนได้สิ่งยึดเหนี่ยวใหม่ ทำให้ตนเองรู้สึกว่ามีประโยชน์ เพื่อให้สภาวะอารมณ์กลับมาเป็นปกติ
ดูกราฟประกอบได้ที่นี่
- http://www.google.com/imgres?imgurl=http://www.nbc.ca/bnc/files/bnc10142/en/2/emotion_en.jpg&imgrefurl=http://www.nbc.ca/bnc/files/bnc10142/en/2/emotion.html&usg=__to7TfJkOlEpT63yeDPnxO7xm3gg=&h=295&w=500&sz=24&hl=en&start=3&um=1&itbs=1&tbnid=cY_UzRFLf1LKWM:&tbnh=77&tbnw=130&prev=/images%3Fq%3Demotion%2Bgraph%26um%3D1%26hl%3Den%26tbs%3Disch:1
- http://www.jobs.ac.uk/enhanced/careers-images/381_stages_of_change.png
- http://farm1.static.flickr.com/21/25244035_b3505cdb54.jpg
คิดแบบโปรแกรมเมอร์หน่อย ข้อมูลการแสดงออกทางอารมณ์เหล่านี้ ถ้าดึงมาประมวลผล น่าจะมีประโยชน์อย่างมากกับรัฐหรือกลุ่มบุคคลที่ต้องการควบคุมอารมณ์ของฝูงชน เพราะจะได้รู้สถานะอารมณ์ของกลุ่มคนในปัจจุบัน และเลือกการนำเสนอโน้มน้าวให้เหมาะสม
เนื่องจากผมเป็นคนชอบเขียนอะไรที่จบแบบเปรี้ยวปร้าวคมได้ใจ (วิบัติซะแล้ว) ขอจบบล็อคนี้ด้วยย่อหน้านี้ละกันครับ
“ความเชื่อทางศาสนากับการเมืองเป็นสองสิ่งที่ทำให้คนแตกแยกจนฆ่ากันได้ ทั้งสองอย่างคล้ายคลึงกันมาก แต่แตกต่างกันตรงที่ว่า ศาสนาแทบทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี แต่การเมืองไม่เคยสอนให้คนเป็นคนดี”
May 22, 2010 at 8:09 am
ชอบหว่ะเจมมี่ โดนใจมาก
เห็นคนใน timeline เป็นอย่างงี้เยอะมาก ก่อนสลายนี่พูดอะไรไม่ฟังเลยเถียงกลับตลอด พอหลังจากเหตุการณ์ซักระยะเปลี่ยนความคิดไปเป็นคนละคน แบบตามไม่ทันเลยทีเดียว
May 22, 2010 at 10:06 am
อ่านหัวข้อตอนแรก นึกว่าจะเป็น “กลไกการปกป้องตนเอง จาก ทวิตเตอร์”
May 22, 2010 at 11:35 am
จริงๆ การเมืองมันก็สอนให้คนเป็นคนดีนะ แต่ไม่ว่าจะศาสนา หรือการเมือง ถ้ามีเงินกับอำนาจมาเกี่ยวเมื่อไหร่ ก็เน่าพอๆ กัน
สรุป ศาสนา ไม่ได้ contrast กับการเมืองนะเราว่า เหมือนกันเด๊ะ
May 22, 2010 at 1:31 pm
@tap เห็นแท็บทวีตเรื่องนี้หลายรอบมาก เราอาจต้องนัดคุยกันนอกรอบ =)
@gant ปกป้องไม่ได้ หลังจากเลิกเล่นไปนาน กลายเป็นติดเลยเนี่ย T.T
@aruj ก็จริงนะ เวลานึกถึงศาสนาในสมัยก่อน
May 23, 2010 at 4:21 am
กด like
แล้วเจมมี่เป็นแบบไหนอ่ะ
May 23, 2010 at 10:28 am
@dark คงต้องคุยกันยาว XD