สุดโต่ง

•June 23, 2009 • 2 Comments

เหตุเกิดจากกระทู้ปานจะล่อเป้าในพันทิพย์

เด็กจบใหม่ปีนี้ ได้เงินเดือน start 9000 บาท พอใจกันไหมครับ

————————————————————–

คห.ที่1

สมัยผมป.ตรีจบใหม่ๆ ได้ 7500 ยังไม่บ่นเลยครับ ผมไม่เข้าใจว่าเด็กจบใหม่เดี๋ยวนี้จะอะไรกันนักกันหนา เงินก็เรียกเยอะ สู้งานก็ไม่สู้ กะทำงานสบายอย่างเดียว

โดย จ1

————————————————————–

คห.ที่ 2

9000 ไม่พอหรอกครับ อย่ามองแค่ตัวเลขอย่างเดียว มองค่าครองชีพด้วยครับ สัก 4-5 ปีที่แล้วจบใหม่ก็ประมาณนี้ครับ นี่ผ่านมาสิบปีแล้วให้ขนาดนี้มันกดขี่เกินไปหน่อยนะครับ เรียนมาแทบตายตั้งหลายปี

โดย จ2

————————————————————–

ใครอยากเถียงอะไรต่อไหมครับ?

Conflicts of Phases

•April 26, 2009 • 1 Comment

I wrote this one since 2008/09/26 and decided not to published it.

Since I’m graduated now… I feel an ease in releasing it. Since it might be useful for someone with similar kind of project.

————————————————————————-

I’m really pissed off and I’m going to complain only today.

In the last semester, we have a Software Engineering Project. What we need to create is a web-application that allow people to trade their credit cards’ points for .

It sounds relatively easy project. And if you have experience in writing plug-in into CMS, it can be done by CMS in a few days. However, the difficulty and complexity lies beyond the system itself.

  1. One group consists of 11 people …. yes, for a such small project.
  2. What professors expect from us is not a good software, but the (most) perfect documentation.
  3. You have to use Waterfall model and milestones are Proposal, Requirement, Design, Test phases
  4. It’s very hard to talk with client (professor) about requirement.

Right now, we’re after Test phases and going to hand in final report next week. These are results…

  1. We divide people into development team and document team. The result is dreadful, due to inconsistency between software and document.
  2. Because… most of people in development team never understand any of documents, instead of asking they’ll code they way they want.
  3. Because I’m aware of this problem, I let one person in development team participate in making document. I don’t know what happen, but it doesn’t work.
  4. Since they don’t get paid for doing this project. Some people in team is never active in the project. Unless you call them, they will really do nothing. You can’t expect them to be active until deadline is coming.
  5. You can’t think that you have 11 people, you can only count the people who is not in #4.
  6. Dividing a document work to more than 3 people will kill the person who are going to merge them. He’ll have to spend more efforts to make them consistency than to make all documents by himself.
  7. If you don’t have the same leader in all phases, the documents will be messed up by inconsistency. If you do, the leader might die during phase 3 because of too much load in fixing inconsistency.
  8. Are there a way to avoid consistency?
  9. I used template and assigned one person to make it. It turned out that the template is wrong itself. That took me 8 hours at night to fix all incorrect documents.

Come to think of it, this is a failure in project management. Nearly half of final report is done by myself even though we have 11 people. It’s not that nobody’s doing it, but it’s because in the end, I must rewrite every divided tasks myself. As a result everyone wasted their time.

There’s no value in the document. Dev team doesn’t care it because they didn’t do it and it’s against the normal way of implementation. ( I do know that they complain about it, even I never be with them) Also, the document itself is full of the information professors want to know, but not the dev team want to know. And if you miss the topic the professors want, you lose points.

As We Grow Up…

•April 24, 2009 • 6 Comments

I haven’t updated blog for a long time, have I?

No… the truth is …. I decided not to publish a lot of posts. That’s why I update less often. Especially lately, I feel that what I write is dangerous to myself. May be this is an effect from growing up a little bit.

This one was written since 31 Jan 2009, I have just decided to publish it. (After revising, of course !!)

———————————————————————————————

My friends and I are going to graduate this year. We’re losing privileges of being student and being a kid. How unfortunate…

When I read a faculty magazine this morning, it said we’re going to have a lot of new faculties this year. I looked at their profiles and found out that  most of them graduate from here. Just like us this time…. but in 10 years ago… They got the first honor… got a scholarship and went studying  aboard, got a doctoral degree and just come back here.

This reminds me one of my friend who got this kind of scholarship too…

This friend of me want to be a pilot, it’s her dream. She’s very talent,  and is going to graduate with first honor. But in Thailand, it is very hard to be a pilot if you’re a woman (Yes, discrimination).   If she continues her study as a pilot, which has very high expenses, there is a chance that she might end up not being pilot in the end.

In the end, she decides that she should accept the scholarship and go to study aboard.  I do agree with her decision too. If there’s a safe path in front of you, why should we struggle in the dangerous path we can’t see ahead? Receiving the scholarship is the best option for her and her family, but not for her dream.

Now I began to think…Have those new faculties ever had a dream like here? A dream that they can’t pursue in reality.

….Hope that this is their dreams….

I feel sad… I don’t know why. But it seems like most of our lives will repeat a loop created reality and culture. .  Next 10 years, a lot of things will change.. but we will be repeating the same loop, our children will do so again… again and again.

———————————————————————————————

4ปีในรั้วจามจุรี: #01 ก้าวแรกสู่รั้ววิศวกรรมคอมพิวเตอร์

•March 24, 2009 • 4 Comments

ซี่รี่ย์บล็อคนี้เป็นอีกเวอร์ชั่นของ “รายงานชีวิต 4 ปีในรั้วจามจุรี” http://ijemmy.wordpress.com/2008/10/02/%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%88/ โดยจะทำการรีมิกซ์ใหม่หมด ให้ความมีวิชาการลดน้อยลง และเน้นไปที่ความบันเทิงกับการถ่ายทอดประสบการณ์มากขึ้น

จริงๆกลุ่มเป้าหมายอยากให้คนที่ยังไม่เข้ามหาวิทยาลัยอ่านมากกว่าครับ จะได้ใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยได้ดีกว่าคนรุ่นก่อนๆ

แต่คิดว่าคนอ่านบล็อคผมส่วนใหญ่จะอายุเท่ากันหรือมากกว่าผม เพราะงั้นก็อ่านเอาสนุกไปละกันนะครับ

————————————————————————————————

—-เริ่มต้นใหม่ที่วิศวฯคอมจุฬา—-

————————————————————————————————

ผมเองก็เหมือนเด็กไทยทั่วๆไปครับ ถูกปลูกฝังมาให้เรียนให้ได้เกรดดีๆ เข้าม.ปลายก็เรียนสายวิทย์ซะ พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ต้องที่ที่มีชื่อเสียง เสร็จแล้วเลือกเรียนหมอ ไม่ก็เรียนวิศวฯ แล้วก็ไปเป็นมนุษย์เงินเดือนในบริษัทใหญ่ที่มั่นคง

ที่ไม่ค่อยเหมือนเท่าไร คือผมเป็นคนหัวกบฏ หลังจากจบม.ปลายสายวิทย์ด้วยเกรดเฉลี่ยสามปลายๆ…และสอบเอ็นทรานซ์รอบแรกได้คะแนนพอเข้าคณะวิศวฯคอม จุฬาฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว…

….ดันอยากจะไปเรียนรามฯแทนซะงั้น…

…ด้วยแรงบันดาลใจที่จะพิสูจน์ว่าคนเราไม่ว่าอยู่ที่ใด ถ้ามีความพยายามก็ประสบความสำเร็จได้ !!

………………

แต่เหมือนชะตาฟ้ากำหนด ที่ทำให้ผมเป็นคนหัวอ่อน….

ความคิดที่จะไปเรียนรามฯ จึงถูกลบออกไป….เพราะ…

…กลัวแม่ด่า…

…เลยจำใจต้องกลับเข้าวงจรเด็กไทยทั่วๆไป จนถึงปัจจุบัน

————————————————————————————————

—-เด็กเรียนเต็มอัตรา—-

ผมเป็นเด็กเรียนครับ

หลายๆคนมักจะเรียกตัวเองว่า “เด็กหลังห้อง” แต่ผมสามารถเรียกตัวเองว่า “เด็กหน้าห้อง” อย่างเต็มภาคภูมิ

ผมนั่งเรียนหน้าห้องมาตลอด แล้วก็ตั้งใจเรียนเกือบทุกคาบเสียด้วย (หรือทำหน้าตั้งใจเรียน ขณะกำลังเหม่อ)

นอกจากการเป็นเด็กหน้าห้องแล้ว ด้วยความที่แม่เป็นห่วงมาก ผมจึงมีพ่อแม่มารับมาส่งทุกวันแม้อยู่ม.ปลายแล้ว

เลิกเรียนก็รีบกลับบ้าน ไม่ค่อยได้อยู่สังสรรค์กับเพื่อนนักเรียนเท่าไร

โดยพื้นฐานแล้ว ผมจึงเป็นคนเรียบร้อย ขี้อาย เนิร์ดโดยใช้ไขสันหลังทำงานได้ และทำอะไรเองไม่เป็นนอกจากเรียน

ซึ่งก็ไม่ได้ลำบากอะไรผมมากครับ ชีวิตผมมีความสุขดีกับ”เพื่อนหน้าห้อง”ของผม จะเสียอยู่อย่างก็ตรงที่การใช้ชีวิตแบบนี้ ขาดประสบการณ์แหวกแนวหลายๆอย่าง

ที่สำคัญที่สุด ผมแทบไม่มีจากการเรียนตอนม.ปลายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ประสบการณ์” จากการทำกิจกรรม ซึ่งกลายมาเป็นเป้าหมายหนึ่งในการใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยของผม

————————————————————————————————

—-วิศวฯคอม กับ วิทยาคอม—-

หลายๆคนที่สนใจจะเรียนด้านคอมพิวเตอร์อย่างแน่วแน่แล้ว คงได้เจอกับปัญหาข้อนี้

ผมคิดว่าในอินเตอร์เน็ตมีคนอธิบายความแตกต่างของสองสาขานี้ในประเทศไทยไว้เกลื่อนแล้ว

แต่สมัยที่ผมยังหัวเกรียนอยู่ ถึงแม้จะรู้ความแตกต่างของทั้งสองที่ แต่ก็ใช่ว่าจะมั่นใจในการเลือกสายเท่าไร

ผมมีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่งครับ สมมติว่ามันชื่อ”แสง”ก็แล้วกัน นั่งข้างกัน เรียนด้วยกัน อยู่ด้วยกันตลอดเวลาในโรงเรียน จนเพื่อนๆมักจะคิดว่าเป็นคู่เกย์กัน

เมื่อขึ้นม.6 เพื่อนผมก็อยากเรียนด้านคอมพิวเตอร์เหมือนกับผม

เคยคิดจะตั้งบริษัทเขียนเกมกับเพื่อนด้วย ตอนนั้นเขียนโปรแกรมไม่เป็น บอกเพื่อนไปว่า

“คุณไปฝึกเขียน C มานะ ส่วนคุณ(อีกคน)ไปเรียน PHP เดี๋ยวผมไปฝึกเขียน Java พอตั้งบริษัทแล้ว เราเขียนเป็นตั้งสามภาษา รุ่งแน่”

…เอ้อ คิดไปได้นะตอนนั้น

ในขณะที่หลายๆคนเลือกไปเรียนคณะเดียวกันกับเพื่อน ทั้งๆที่ชอบกันคนละทาง

ใครจะคิดล่ะครับ ว่าเพื่อนที่สนิทกันมาก จะเลือกเรียนคนละคณะ ทั้งๆที่ชอบด้านคอมพิวเตอร์เหมือนกัน

ณ เวลานั้น ผมกับไอ้แสงเพื่อนสนิท สอบเอ็นท์รอบแรกจบไป ด้วยคะแนนพอจะเข้าได้ทั้งวิศวฯคอมและวิทยาคอมจุฬาฯ

ไอ้แสง: “เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะไปจุฬาฯนะ กะว่าจะไปขอหลักสูตรวิศวฯคอม กับวิทยาคอม แล้วเดี๋ยวเอามาเทียบดู”

ผม: (ตามประสาเด็กเรียนเต็มอัตรา)”จะโดดเรียนเลยเรอะ โดนเรียนไม่ดีนะเว้ย”

ไอ้แสง: “อืม เสาร์อาทิตย์เค้าก็ไม่เปิดนิ จะได้ตัดสินใจซักที”

ผม: (ด้วยความเป็นเด็กที่พ่อแม่มารับทุกวัน ไปจุฬาฯเองไม่เป็น) “อืมๆ หยิบมาแล้ว เอามาให้ผมดูด้วยนะ”

ไอ้แสง: “ได้ เดี๋ยวจะหยิบมาเผื่อ”

(สองวันถัดไป)

ผม: “ไปแล้วเป็นไง บ้าง”

ไอ้แสง: “ชอบวิทยาว่ะ ชอบบรรยากาศ รุ่นพี่ที่นั่นเฟรนด์ลี่มาก มีพาเราไปดูตึกเรียนด้วย”

ผม:”แล้ววิศวฯล่ะ?”

ไอ้แสง:”ไม่มีอะไรมาก ก็ไปแค่ที่ทะเบียน แล้วก็ขอหลักสูตรเขามา”

ผม:”แค่นั้น? แสดงว่าจะไปวิทยาฯ?”

ไอ้แสง: “อืม รู้สึกอย่างนั้น”

แสงดึงเอกสารที่ไปขอมาเมื่อวานวางลงบนโต้ะ เป็นหนังสือเล่มหนึ่ง และกระดาษแม็คติดกันคล้ายชีทหลายชุด

ผม:”พวกชีทนี่คือ”

ไอ้แสง:”หลักสูตรของวิทยา”

ผมพลิกดูคร่าวๆ อ่านรายละเอียดของแต่ละวิชาผ่านๆ วิชาส่วนใหญ่ที่เห็นออกไปทางสายคณิตศาสตร์

ผม:”แล้วของวิศวฯล่ะ”

ไอ้แสง:”เล่มนี้”

แสงยื่นหนังสือเย็บอย่างดีให้ผม ข้างในมีหลักสูตรของภาควิชาในวิศวกรรมทั้งหมด จัดพิมพ์ด้วยกระดาษอย่างดี ปกก็เคลือบ

ผม:”เอ่อ…”

ผมมองไปยังเอกสารที่เป็นชีทเป็นแผ่นๆที่เป็นหลักสูตรของววิทยาฯ….

ผม:”…(ทำไมงบมันต่างกันนักวะ?)….”

หลังจากตัดสินใจอยู่นาน ด้วยปัจจัยหลายๆอย่างที่ขี้เกียจเล่าในที่นี้ ผมก็ตัดสินใจเข้าวิศวฯคอม

ตอนนั้นค่อนข้างใจหายเหมือนกัน ที่จะต้องจากเพื่อนไป เพราะจริงๆแล้วผมก็รู้สึกว่าทั้งสองคณะเป็นคณะที่น่าเรียนกันคนละอย่าง

ไม่กี่เดือนต่อมา แสงได้ติดรับตรงเข้าคณะวิทยาฯคอมฯ จุฬาฯ (โดยมีคะแนนเอ็นท์สูงกว่าอันดับหนึ่งของคณะวิทยาฯคอมปีนั้น)

ครึ่งปีผ่านไป ผมยื่นเอ็นทรานซ์ติดคณะวิศวฯคอมฯ จุฬาฯ

ชีวิตก็แยกกันเดินไปตามการตัดสินใจของตน

————————————-

ปัจจุบัน….

ไอ้แสงได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น กำลังจะไปเรียนต่อด้าน Human Interface ที่มหาวิทยาลัยโตเกียวในเดือนเมษายน

ส่วนเจมมี่สมัครงานติดบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง และเข้าสู่วงจรต่อไป…

คนเขาพูดกันว่าอย่างนั้น

•March 10, 2009 • 7 Comments

นาย B เกลียดนาย A มาก…

นาย B เลยไปบอกนาย C ว่า นาย A___________

นาย C ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อเครื่อง เลยไปคุยกับนาย D ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทต่อ เล่าให้นาย D ฟังว่า “นายA___________ จริงรึเปล่า”

==============================================

เผอิญนาย E กับ F ผ่านมา ได้ยินทั้งสองคนกำลังคุยกัน แต่ได้ยินไม่ครบ เลยได้ยินว่า นาย C กับ นาย D กำลัง นินทานาย A กัน

หลังจากนั้นนาย E กับ F จึงไปเล่าให้กลุ่มเพื่อนในวงฟัง ซึ่งประกอบด้วย G H J K ว่า “มีข่าวลือว่านายA___________”

วันดีคืนดี นาย J ไปคุยกับนาย L อย่างออกรสระหว่างรับประทานอาหารกลางวันกัน แล้วก็บอก L ว่า “นี่ รู้แล้วเหยียบไว้นะ มีข่าวมาว่า นาย A ___________”

“จริงเหรอ”

“ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ตอนนี้เขาลือกันให้แซด”

==============================================

ด้วยความสงสัย นาย L จึงเดินไปถามนาย M ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นโฆษกประจำซอย เพราะรู้เรื่องราวซุบซิบทุกอย่างหมด

นาย M ตอบนาย L ว่า เค้าเองก็เคยได้ยินข่าวนี้มาจาก G เหมือนกัน แต่ยังไม่แน่ใจ เลยไปถามนาย H ซึ่งนาย H ก็พูดเหมือนกัน ท่าทางจะจริง

“ไม่มีมูล หมาไม่ขี้หรอก” นาย M กล่าวอย่างมั่นใจ

==============================================

ด้วยเหตุนี้ นาย L จึงเริ่มเสื่อมศรัทธาในตัวของนาย A อย่างรวดเร็ว

เมื่อมีใครถามถึงนาย A ว่าเป็นคนอย่างไร นาย L ก็จะตอบไปว่า นาย A___________

==============================================

นาย L บอกทุกคนว่าอย่างนั้น จนกระทั่งไปเจอนาย N ซึ่งเป้นเพื่อนสนิท

“นาย A น่ะเหรอ ที่___________ ไม่จริงหรอก นาย B ต่างหาก ที่ทำอย่างนั้น”

ทั้งสองคนโต้เถียงกันอย่างรุนแรง….

==============================================

จงเติมคำในช่องว่าง……………………….

  1. เป็นลีฟเวอร์ในดอทเอ
  2. เสเพล ไม่ตั้งใจเรียน
  3. แย่งแฟนเพื่อน
  4. เป็นเกย์
  5. เล่นเส้น รับเฉพาะเด็กของตัวเอง
  6. ประจบเจ้านายจนได้เลื่อนขั้น
  7. ติดการพนัน
  8. เป็นชู้กับเมียชาวบ้าน
  9. ไปเที่ยวอาบ อบ นวด จนเป็นเอดส์
  10. เคยฆ่าคนตายมาก่อน
  11. เป็นคอมมิวนิสต์
  12. เป็นตำรวจที่รับสินบน
  13. คอรัปชั่น
  14. เกี่ยวพันกับความไม่สงบภายในประเทศ
  15. เป็นผู้ก่อการร้าทย
  16. ฯลฯ

==============================================

ในช่วงเวลาเดียวกัน….

นาย A ก็เกลียดนาย B มาก

จึงไปบอกนาย Z ว่า …..

ซึ่งนาย Z ไม่แน่ใจ จึงไปถามนาย Y …..

==============================================

“สมน้ำหน้ามึง ไอ้ A” B คิดในใจ

“คราวนี้มึงเสร็จกุแน่ ไอ้ B” A คิดในใจ

==============================================

(สร้างจากโครงเรื่องจริง)