————————————————–

ผมมีความรู้สึกมาตั้งนานแล้วครับ บางทีโปรแกรมเมอร์ที่ำกำลังเขียนโปรแกรมต๊อกแต๊กๆอย่างผม อาจกำลังอยู่ในขบวนการโกงชาติ ผลาญเงินภาษี และบ่อนทำลายประเทศโดยไม่รู้ตัว !!

….มันเกี่ยวกันยังไง?…

บริษัทซอฟต์แวร์ของไทยหลายบริษัท มีกลุ่มเป้าหมายไปที่ภาครัฐ และหลายๆหน่วยงานของภาครัฐนั้น มีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ค่อยจะโปร่งใสเท่าไรนัก และเราโปรแกรมเมอร์อย่างเราก็ได้รับเงินเดือนจากบริษัทเหล่านั้น

ถ้าคุยกับเซลล์ของบริษัท ขั้นตอนในการได้สัญญาจัดซื้อจัดจ้างกับภาครัฐนั้น มีความซับซ้อนพอๆกับ Travelling Saleman Problem เลยทีเดียว (เปรียบกันได้ไหมเนี่ย)

เมื่อลองคิดเ่ล่นๆต่อว่า ถ้ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐนั้นมีมาตรฐาน ได้ราคาที่เป็นธรรม ยอดรายรับของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยจะลดลงไปประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ (เช่น ซอฟต์แวร์ราคาสักสองแสนในตลาด ซื้อขายกันสองล้าน)

และประมาณต่อว่ารายรับที่ลดลงไปขนาดนั้น จะมีจำนวนบริษัทซอฟต์แวร์อยู่รอดได้กี่เปอร์เซ็นต์

ผมหาตัวเลขไม่ได้จึงขอจบประเด็นที่ตรงนี้ก่อน

บางที ที่เรายังได้เงินเดือนอยู่ ก็เพราะว่าท่านผู้มีอำนาจเหล่านั้นโกงๆกันนี่แหละ  ถ้าเค้าไม่โกงกัน เราอาจจะตกงานแล้วก็ได้ !!!

————————————————–

บทนำข้างบนนี่ ผมไม่ได้มีเจตนาจะด่าใครนะครับ (แค่เสียดสีสังคม :P ) จริงๆแล้ววันนี้อยากพูดถึงประสิทธิภาพในการผลิตซอฟต์แวร์ และ มูลค่าของซอฟต์แวร์ ในแง่มุมของการพัฒนาประเทศไทย

เริ่มที่ประสิทธิภาพในการผลิตซอฟต์แวร์ ก็คล้ายๆกับประสิทธิภาพในการผลิตของอุตสาหกรรมแหละครับ

ถ้าให้ ประสิทธิภาพในการผลิต = ผลลัพธ์/ทรัพยากรที่ใช้ (สมการอาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว หยวนๆละกันนะครับ)

ให้ผลลัพธ์คงที่ (คือซอฟต์แวร์ที่ออกมาใช้งานได้) ประสิทธิภาพในการผลิตจะแปรผกผันกับปริมาณทรัพยากรที่ใช้

คำถามคือ ประสิทธิภาพในการผลิตซอฟต์แวร์ของประเทศเรา เพิ่มขึ้นไหมในรอบสิบปีที่ผ่านมา?

แน่นอนครับ คำตอบคือ ต้องเพิ่มขึ้นแน่ เพราะเทคโนโลยีใหม่ๆ เฟรมเวิร์คใหม่ๆ และโปรแกรมเมอร์ที่(คาดว่า)เก่งมากขึ้น

คำถามถัดไปคือ แล้วค่าประสิทธิภาพดังกล่าว เพิ่มขึ้นหรือไม่ หากเปรียบเทียบกับของประเทศต่างๆทั่วโลก (เพราะทั่วโลกก็ได้เทคโนโลยีใหม่ๆ และเฟรมเวิร์คใหม่ๆเหมือนเรา)

พุดง่ายๆคือ ถ้าจับโปรแกรมเมอร์เมืองไทยมาเขียนโค้ดแข่งกับประเทศอื่นๆแล้ว ประสิทธิภาพของเราสู้เขาได้ไหม? (เอาโดยเฉลี่ยทั้งประเทศนะครับ ไม่เอาเฉพาะพวกที่ชนะเลิศโอลิมปิคคอมฯ)

ศาสตร์การประเมินขนาดของซอฟต์แวร์ของเรายังไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติมาก  การวัดประสิทธิภาพจึงทำได้ยาก  อีกทั้งการสุ่มตัวอย่างของโปรแกรมเมอร์ไทยทั้งประเทศก็ทำได้ลำบาก เพราะ range ของความสามารถนั้นกว้างมากๆ

แต่ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เป็นที่ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยไม่ได้เน้นในการพัฒนาศักายภาพในการผลิต แต่เน้นในการเพิ่มยอดขายและหาลูกค้ามากกว่า ถ้าผลิตไม่ทันเพราะประสิทธิภาพมันต่ำ ก็อัดคนเพิ่มแม่งเข้าไป เพราะรายรับของซอฟต์แวร์ที่ขายให้ภาครัฐมันสูงเว่อร์อยู่แล้ว ประเด็นการเพิ่มประสิทธิภาพจึงถูกมองข้าม บริษัทไม่สนว่าจะลดต้นทุนอย่างไร เพิ่มคุณภาพของสินค้าอย่างไร สนอยู่แค่ว่าจะหาลูกค้าเพิ่มยังไง

ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อนาคตจะเป็นเช่นไร?

 

————————————————————————–

เรื่องถัดไปมูลค่าของซอฟต์แวร์ ผมขอเริ่มด้วยคำถามว่า เราจะวัดมูลค่าของซอฟต์แวร์(เป็นตัวเงิน) ออกมายังไง

  1. ตาม Man day ที่ใช้ในการพัฒนา แล้วแปลงเป็นเงิน
  2. ตามมูลค่าเพิ่มที่ได้ จากการใช้ซอฟต์แวร์นั้นๆ (เช่น การใช้ซอฟต์แวร์บัญชี สามารถลดเวลาทำงานของนักบัญชีในบริษัทได้ 70 Man day ต่อเดือน แล้วจึงแปลง Man day เป็นเงิน)
  3. ตามมูลค่าที่ขายได้

ข้อหนึ่งนั้นคงไร้สาระมากๆ ถ้าซอฟต์แวร์ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เลย แล้วจะผลิตไปหาซากแมวน้ำทำไม

แต่ความเป็นจริงแล้ว มีหน่วยงานหลายๆที่ในโลก (ไม่ใช่แค่ประเทศไทย) ซื้อซอฟต์แวร์ที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เลยในราคามหาศาล (เพราะมีปัญหาเรื่องการเก็บ requirement)

ข้อสอง ฟังดูดี เป็นเชิงปฏิบัติและเป็นรูปธรรมขึ้นมาหน่อย  ผมให้ข้อสังเกตนิดนึงว่า ถ้าผมเอาซอฟต์แวร์ตัวหนึ่งไปใช้กับบริษัทที่มีคนทำงาน 100 คน กับ บริษัทที่มีคนทำงาน 10,000 คน  มูลค่าของซอฟต์แวร์ตัวนี้จะแตกต่างกันมากเลยทีเดียว

ข้อสาม นี่คือโลกแห่งความเป็นจริง จะไปแคร์อะไรล่ะครับ ถึงซอฟต์แวร์ไม่ได้ให้มูลค่าอะไรกับผู้ซื้อเลย แต่ถ้าเงินมันไหลเข้ามา ก็นับตามนั้นแหละ  ยิ่งซอฟต์แวร์ที่สามารถ custom และขายเป็นไลเซนต์ได้ ยิ่งได้เงินเยอะใหญ่ เพราะต้นทุนการผลิตแทบจะคงที่

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ถามว่า เราควรวัดมูลค่าของซอฟต์แวร์ด้วยวิธีไหน ถ้าเรามองมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจทั้งประเทศเป็นหลัก

ผมเลือกข้อสอง เพราะซอฟต์แวร์ของเราส่วนใหญ่ ไทยทำไทยใช้กันเสียมากกว่า

ส่วนข้อสาม น่าใช้ในกรณีที่เราขายซอฟต์แวร์ให้ต่างประเทศ ซึึ่งประเทศไทยมีโมเดลธุรกิจแบบนี้น้อยมาก

คำถามสุดท้ายคือ ซอฟต์แวร์ที่พวกเราโปรแกรมเมอร์ชาวไทยกำลังพัฒนาเนี่ย สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทยเท่าไร?

มีความรู้สึกว่า ต่อให้ขายกันแทบตาย ใต้โต้ะกันแทบตาย มูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศมันก็ไม่ได้เติบโตหรอกครับ ความเป็นอยู่ของคนในชาติมันก็ไม่ได้ดีขึ้นหรอกครับ  เงินแค่ไหลจากภาษีประชาชนเข้าหาคนมีอำนาจเท่านั้นแหละ

————————————————–

(สรุป)

ระหว่างนั่งเขียนโค้ด มาลองคิดกันดูบ้าง โค้ดของเราเพิ่มมูลค่าให้กับประเทศไทยเท่าไร และทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษยชาติเพิ่มขึ้นมากเท่าไร

มองในเชิงเศรษฐศาสตร์ระดับมหภาค มนุษย์จะมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ เราควรเน้นพัฒนาศักายภาพในการผลิต หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

คนคนเดียวหาปลามือเปล่าได้วันละตัว หิว ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ก็ควรเอาเวลาไปสร้างอวน จะได้หาปลาได้วันละหลายๆตัว  มนุษย์ชาติก็ควรจะสร้างอวน ไม่ใช่จับปลา

แล้วที่เรากำลังนั่งโค้ดอยู่นี่ล่ะ? โค้ดจับปลา หรือโค้ดสร้างอวน?

Johari Window

June 6, 2010

ก่อนอื่น ขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยทำ Johari Window ของผมนะครับ

Johari Window เป็นเครื่องมือทางจิตวิทยา ที่ใช้ในการทำความเข้าใจคุณสมบัติของตนเอง ผมเผอิญเจอเว็บไซต์หนึ่งที่ใช้ในการทำ Johari Window เห็นว่าน่าสนใจมาก เลยลองทำดู ขั้นตอนดังนี้ครับ

1. เลือกคุณสมบัติที่คิดว่าตรงกับตน 5 หรือ 6 อย่าง

2. ส่งลิ้งก์ไปให้คนที่รู้จักเลือก

3. คุณสมบัติแบ่งออกเป็น 4 ส่วน

  • Arena คือ คุณสมบัติที่เราเลือก และผู้อื่นก็เลือกด้วย
  • Blind Spot คือ คุณสมบัติที่เราไม่ได้เลือก แต่มีผู้อื่นเลือก
  • Facade คือ คุณสมบัติที่เราเลือก แต่ไม่มีใครเลือก
  • Unknown ไม่มีใครเลือก

4. เราจะได้หน้าเว็บผลสรุปมาตามนี้  ยิ่งสีแจ้ด แสดงว่ามีคนเลือกมาก (ถ้าใครอ่านบล็อคนี้แล้วอยากทำให้ผม แต่ยังไม่ได้ทำ รบกวนไปทำที่หน้านี้เลยนะครับ อย่าพึ่งดูผลลัพธ์ด้านล่าง)

Arena

(known to self and others)

energetic, introverted, logical, modest

Blind Spot

(known only to others)

accepting, calm, cheerful, clever, confident, dependable, friendly, giving, happy, helpful, independent, intelligent, knowledgeable, mature, nervous, organised, responsive, self-assertive, self-conscious, spontaneous, tense, trustworthy, wise, witty

Façade

(known only to self)

adaptable, idealistic

Unknown

(known to nobody)

able, bold, brave, caring, complex, dignified, extroverted, ingenious, kind, loving, observant, patient, powerful, proud, quiet, reflective, relaxed, religious, searching, sensible, sentimental, shy, silly, sympathetic, warm

Dominant Traits

68% of people agree that ijemmyf is logical

All Percentages

able (0%) accepting (6%) adaptable (0%) bold (0%) brave (0%) calm (12%) caring (0%) cheerful (6%) clever (25%) complex (0%) confident (31%) dependable (12%) dignified (0%) energetic (12%) extroverted (0%) friendly (25%) giving (6%) happy (6%) helpful (25%) idealistic (0%) independent (6%) ingenious (0%) intelligent (37%) introverted (12%) kind (0%) knowledgeable (37%) logical (68%) loving (0%) mature (25%) modest (18%) nervous (6%) observant (0%) organised (25%) patient (0%) powerful (0%) proud (0%) quiet (0%) reflective (0%) relaxed (0%) religious (0%) responsive (18%) searching (0%) self-assertive (12%) self-conscious (12%) sensible (0%) sentimental (0%) shy (0%) silly (0%) spontaneous (6%) sympathetic (0%) tense (12%) trustworthy (18%) warm (0%) wise (43%) witty (18%)

ใครอยากลองเล่น เชิญข้างล่างเลยครับ

Created by the Interactive Johari Window on 28.5.2010, using data from 16 respondents.
You can make your own Johari Window, or view ijemmyf’s full data.
A Johari window is a cognitive psychological tool created by Joseph Luft and Harry Ingham in 1955 in the United States, used to help people better understand their interpersonal communication and relationships. It is used primarily in self-help groups and corporate settings as a heuristic exercise.

เอาล่ะครับ คราวนี้ก็ถึงเวลาวิเคราะห์แล้ว ก่อนอื่น ขอบอกก่อนว่าคนที่ทำแบบทดสอบนี้เป็นบุคคลที่ผมรู้จัก และเกี่ยวข้องด้วย สมัยอยู่มหาวิทยาลัยนะครับ

สรุปเป็นหัวข้อๆเลยละกัน

  1. คุณสมบัติที่ทุกคนเห็นตรงกัน และผมเห็นด้วยคือเป็นคนที่ใช้ตรรกกะมากๆ (Logical)  ตอนแรกๆตกใจมาก เพราะ 8 คนแรกที่ทำแบบทดสอบมีเลือกข้อนี้หมดเลย
  2. คุณสมบัติเด่นที่เหลือ คงเป็นพวกแนว wise, intelligent, knowledgable  แต่เนื่องจากผมเป็นคน modest ผมเลยไม่เลือกข้อพวกนี้ :)
  3. แต่ไม่ค่อยมีใครเห็นว่าผม modest, energetic, introverted เท่าไร
  4. กลับกัน มีคนเห็นว่าผม confident มาก แม้จะไม่เด่น แต่ก็มีคนเลือกเยอะพอสมควร ต้องมองตัวเองใหม่เหมือนกัน
  5. ที่น่าสังเกตคือ ไม่มีใครคิดว่าผม adaptable, idealistic เลย  มานั่งคิดดู adaptable นี่ผมพึ่งรู้สึกว่าเป็นตอนทำงาน ส่วน idealistic นี่อาจจะไม่ค่อยแสดงด้านนี้ให้คนเห็นเท่าไร (สังเกตดูดีๆ สองคุณสมบัตินี้มันขัดกันอยู่ในตัว)

,มองไปข้างหน้าก็…

  1. เมื่อเจอจุดเด่นเราก็ต้องเสริมและนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ครับ ผมจะพยายามใช้ความ logical กับ intelligent เยอะๆ
  2. คุณสมบัติ confident ผมคิดว่าสำคัญมากในอนาคต จะส่งเสริมต่อไป
  3. มีคุณสมบัติบางอย่างที่ผมอยากมีตอน middle career ได้แก่ energetic, bold, caring, extroverted,  kind, powerful จะหาทางสร้างคุณสมบัติเหล่านี้ขึ้น
  4. ทำอย่างไรให้ึคุณสมบัติด้าน adaptable  ชัดเจนต่อผู้อื่นมากขึ้น?

ปิดท้ายด้วยอะไรที่เปรี้ยวปร้าว

สิ่งที่คนอื่นรับรู้สำคัญกว่าสิ่งที่เราเห็น

What others perceive is more important than what we see –dachpolach, 1986

19 พ.ค.  2553  รัฐบาลเข้าสลายผู้ชุมนุมเสื้อแดง การสลายสำเร็จ แต่กรุงเทพฯโดนเผามากกว่า 20 จุด

เป็นที่น่าสนใจว่าทวิตเตอร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือการระบายอารมณ์ของ ทุกฝ่ายคนจำนวนมากด่าผู้ชุมนุมเสื้่อแดงอย่างรุนแรง ในขณะที่ฝั่งตรงข้าม ก็สวนกลับว่าอีกฝ่ายอำมหิต สนับสนุนให้รัฐบาลฆ่าคนชั้นรากหญ้า เพียงเพื่อให้ชีวิตชนชั้นกลางที่เป็นปกติของตนกลับคืนมา

ใครถูกใครผิด วัดกันที่ว่าคุณอยู่พวกไหน แต่ผมอยากแนะนำให้ในมองเชิงจิตวิทยา เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดามาก

การที่ผู้ชุมนุมถูกสลาย และการที่เมืองถูกเผา บีบคั้นจิตใจของคนทั้งสองฝ่าย ให้เข้าสู่ภาวะ “วิกฤติ” เพราะความขัดแย้งและอารมณ์ต่างๆประัดังเข้ามาอย่างสุดขั้ว สมองของทั้งสองฝ่ายจึงดำเนินการ “ป้องกันตัวเอง” โดยการระบายออกกับสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด

และทวิตเตอร์ ดูจะเป็นสื่อที่ระบายออกเพื่อปกป้องตัวตน และความถูกต้องของตัวกู (หรือ ego ก็ได้)

คงไม่มีเสื้อแดงคนไหนทวีตออกมาว่า “ผมขอโทษจริงๆครับ ผมคิดเลยว่าการชุมนุมของพวกผม กำลังสนับสนุนให้คนกลุ่มหนึ่งฉวยโอกาสเผาเมืองและปล้นสะดม” หลังจากการชุมนุมของพวกเขาพึ่งถูกสลายทิ้งมาหมาดๆ

และไม่มีฝ่ายสนับสนุนให้สลายม็อบคนไหนทวีตออกมาว่า “ผมไม่น่าสนับสนุนให้สลายเลย ใครจะไปรู้ว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นแบบนี้ ความรุนแรงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นจริงๆ” หลังจากเมืองกำลังโดนอีกฝ่ายเผา

สักพักหนึ่ง หลังการระบายอารมณ์ให้เต็มที่ สภาพจิตใจก็จะเริ่มลดระดับจาก “วิกฤติ” มาเป็น “หดหู่” (กรุณานึกภาพกราฟที่ร่วงฮวบลงมา) ถึงจุดนี้เราจะเริ่มเห็นทวีตทำนอง “กูเศร้าสัดๆ” “รำลึก CTW” “ตายไปกี่คนล่ะเนี่ย”  แม้จะยังมีจิกกัดอีกฝ่ายบ้างเพื่อระบายอารมณ์ต่อ แต่ก็เป็นการเหวี่ยงของอารมณ์สั้นๆ เพื่อให้จิตใจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

หลังจากนั้นก็เริ่มจะเห็นทวีตออกทำนองว่า “ตอนนี้ทวิตด่ากันไม่ได้อะไรดีขึ้น มาช่วยกันส่งข้อมูลฉุกเฉินดีกว่า” ซึ่งเป็นวิธีที่ดีมาก ที่จะทำให้คนได้สิ่งยึดเหนี่ยวใหม่ ทำให้ตนเองรู้สึกว่ามีประโยชน์ เพื่อให้สภาวะอารมณ์กลับมาเป็นปกติ

ดูกราฟประกอบได้ที่นี่

  • http://www.google.com/imgres?imgurl=http://www.nbc.ca/bnc/files/bnc10142/en/2/emotion_en.jpg&imgrefurl=http://www.nbc.ca/bnc/files/bnc10142/en/2/emotion.html&usg=__to7TfJkOlEpT63yeDPnxO7xm3gg=&h=295&w=500&sz=24&hl=en&start=3&um=1&itbs=1&tbnid=cY_UzRFLf1LKWM:&tbnh=77&tbnw=130&prev=/images%3Fq%3Demotion%2Bgraph%26um%3D1%26hl%3Den%26tbs%3Disch:1
  • http://www.jobs.ac.uk/enhanced/careers-images/381_stages_of_change.png
  • http://farm1.static.flickr.com/21/25244035_b3505cdb54.jpg

คิดแบบโปรแกรมเมอร์หน่อย ข้อมูลการแสดงออกทางอารมณ์เหล่านี้ ถ้าดึงมาประมวลผล น่าจะมีประโยชน์อย่างมากกับรัฐหรือกลุ่มบุคคลที่ต้องการควบคุมอารมณ์ของฝูงชน เพราะจะได้รู้สถานะอารมณ์ของกลุ่มคนในปัจจุบัน และเลือกการนำเสนอโน้มน้าวให้เหมาะสม

เนื่องจากผมเป็นคนชอบเขียนอะไรที่จบแบบเปรี้ยวปร้าวคมได้ใจ (วิบัติซะแล้ว)  ขอจบบล็อคนี้ด้วยย่อหน้านี้ละกันครับ

“ความเชื่อทางศาสนากับการเมืองเป็นสองสิ่งที่ทำให้คนแตกแยกจนฆ่ากันได้ ทั้งสองอย่างคล้ายคลึงกันมาก แต่แตกต่างกันตรงที่ว่า ศาสนาแทบทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี แต่การเมืองไม่เคยสอนให้คนเป็นคนดี”

(เตือนไว้ก่อน) บล็อควันนี้นำเสนอความหมาย และตัวอย่างการเจรจาในอีกแง่มุมหนึ่ง โดยยกความขัดแย้งของนปช. และรัฐบาลเป็นตัวอย่าง การนำเสนอใช้ตรรกกะ ไม่ใช่อารมณ์ อุดมการณ์ หรือคุณธรรม  ผู้มีอารมณ์อ่อนไหวทางการเมืองไม่ควรอ่านครับ

————————————————————————————-

การเมืองวุ่นวาย หลายฝ่ายพูดกันว่า อยากให้นปช.กับรัฐบาลเจรจากัน เพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมือง

หยุดคิดกันนิดหนึ่งไหมครับ ว่า”การเจรจา” หมายความว่าอย่างไร?

คิดจริงๆนะครับ หาความหมายของคุณให้ได้ก่อนอ่านต่อ

————————————————————————————–

มีคนให้ความหมายของการเจรจา (Negotiation) ไว้หลากหลาย หาได้ตามกูเกิ้ล แต่ผมจะขออธิบายดังนี้

(เฮ้ ก็บอกให้หยุดคิดหน่อยไง ว่า”การเจรจา” หมายความว่าไง)

เมื่อกลุ่มบุคคล หรือบุคคล มากกว่า 1 ขึ้นไป ที่มีความต้องการต่างกัน แต่ความต้องการไม่สามารถบรรลุได้ด้วยบุคคลกลุ่มเดียว จำเป็นต้องมีกลุ่มอื่นๆร่วมด้วย  การเจรจาจึงเกิดขึ้น เพื่อให้ได้ข้อตกลงร่วมกันของทุกฝ่าย

มี 2 ประเด็นที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นก่อนไปต่อ

1. การเจรจาอาจเป็น zero sum game หรือไม่ก็ได้ ตัวอย่างเช่น หากคุณอยากได้เสื้อตัวหนึ่ง ซึ่งมีพ่อค้ากำลังขายอยู่พอดี ราคาขายอยู่ที่ 200 บาท แต่คุณคิดว่าแพงไป เลยต่อไปที่ 100 บาท การเจรจาต่อรองจึงเริ่มต้นขึ้น ซึ่งโปรดสังเกตว่าทั้งสองฝ่ายพยายามจะแย่ง “ผลประโยชน์” จากความแตกต่างระหว่างราคา 100 กับ 200 บาทที่ต่างฝ่ายต่างต้องการ

เมื่อจบการเจรจา พ่อค้าอาจจะขายเสื้อให้ในราคา 150 บาท ซึ่งเท่ากับว่าทั้งพ่อค้าและคุณได้ส่วนแบ่งกันไปคนละ 50 บาท จากการเจรจา

ในอีกมุมหนึ่ง การเจรจาอาจสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ตัวอย่างเช่น นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง กำลังพัฒนาเทคโนโลยีในการอัดของเสีย (ขี้) ให้มีขนาดเล็กลง ซึ่งถ้าทำสำเร็จและเอาเทคโนโลยีนี้ไปขายให้กับธุรกิจรับกำจัดสิ่งปฏิกูลแล้ว จะทำรายได้ให้ราว 500 ล้านบาท  ระหว่างการวิจัย นักวิทยาศาสตร์ใช้ลงทุนไปแล้ว 100 ล้านบาท แต่เงินหมดพอดี คาดว่าต้องการเงินเพิ่มอีก 100 ล้านบาทเพื่อวิจัยให้สำเร็จ

เผอิญมีนักธุรกิจคนหนึ่งโผล่เข้ามาพอดี จึงเปิดการเจรจา เพื่อเสนอเงินอีก 100 ล้านบาทให้วิจัยต่อให้สำเร็จ แต่หากทำงานวิจัยสำเร็จแล้ว เงินที่ได้จากการขายเทคโนโลยี 500 ล้านบาท จะต้องแบ่งให้นักธุรกิจ 300 ล้านบาท (ให้นักวิจัยแค่ 200 ล้านบาท)

ในกรณีนี้สังเกตว่า ถ้าหากการเจรจาล้มเหลว มูลค่าเพิ่ม (300 ล้านบาท) จะไม่เกิดเลย แต่หากการเจรจาสำเร็จ ทั้งสองฝ่ายจะได้ผลประโยชน์ (ส่วนใครจะได้เท่าไร ก็ขึ้นอยู่กับการเจรจา)

2. ในการเจรจา อำนาจในการต่อรอง จะขึ้นอยู่กับปัจจับหนึ่งที่เรียกว่า BATNA (best alternative to a negotiated agreement) หรือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดหากการเจรจาล้มเหลว

จากตัวอย่างของเทคโนโลยีย่อส่วนขี้ข้างบน จะเห็นว่านักวิทยาศาสตร์มี BATNA ที่อ่อนมาก เพราะถ้านักวิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับข้อตกลง เขาจะไม่สามารถทำการวิจัยให้สำเร็จได้ และจะสูญเงินที่ลงแรงไปแล้ว 100 ล้านบาททันที

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่หากปัจจัยการเจรจามีแค่นี้ นักธุรกิจจะได้รับส่วนแบ่งมากกว่านักวิจัย ทั้งๆที่ไม่ได้ทำแมวอะไรเลย

แต่หากมีนักธุรกิจมากกว่าหนึ่งคนเข้ามาเจรจา โดยอาจยื่นข้อเสนอให้แบ่งรายได้กันคนละครึ่งต่อครึ่ง  นักวิทยศาสตร์ก็จะมีอำนาจต่อรองขึ้นมาทันที เพราะมี BATNA ที่แข็งคอยสนับสนุนอยู่

หรือ ถ้าหากมีผู้ก่อการรายเข้ามาเสนอสนับสนุนโครงการจนเสร็จ และมอบเงินให้อีก 300 ล้านบาทหลังวิจัยเสร็จ นักวิทยาศาสตร์อาจจะยกเลิกการเจรจาทันที และรับข้อเสนอของผู้ก่อการร้ายเลยก็ได้ เพราะไม่ว่าจะเจรจากับนักธุรกิจคนไหน ก็คงไม่มีทางได้ข้อเสนอที่ดีกว่านี้แน่ๆ

(ส่วนผู้ก่อการร้ายจะเอาเทคโนโลยีนี้ไปทำระเบิดขี้อัดเม็ดหรืออะไรก็ตาม That’s another story.)

สังเกตได้ว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง มีปัจจัยที่ทำให้ BATNA เปลี่ยนได้อย่างมากมาย ซึ่งส่งผลต่อการเจรจาเป็นอย่างมาก

————————————————————————————–

การเอาแกนนำสองฝ่ายมานั่งคุยกันแล้วถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศจะเป็นการเจรจากันจริงๆหรือเปล่า (หรือแค่เล่นละครแย่งความชอบธรรม) ผมไม่อาจคาดเดาได้

แต่ถ้าเรานับว่าการสร้าง BATNA เป็นส่วนหนึ่งของการต่อรองเจรจา รัฐบาลกับนปช.ทำการเจรจากันมาตั้งแต่เริ่มชุมนุมแล้วครับ !! (หรืออาจจะก่อนเสียด้วย)

0. ยังไม่เกิดการชุมนุม รัฐบาลไม่ยอมยุบสภาแน่ๆ เนื่องจาก BATNA นปช. แทบไม่มี

1. เสื้อแดงรวมพลประท้วง

BATNA เสื้อแดงแข็งขึ้น

2. รัฐบาลทุบ BATNA เสื้อแดง ด้วยการอยู่นิ่งๆ  ไม่ใส่ใจ รอม็อบสลายไปเอง

BATNA เสื้อแดงอ่อนลง

3. เกิดระเบิดสร้างสถานการณ์ขึ้นทั่วกรุงฯ

(อันนี้คิดกันเอาเอง สองแง่มาก)

4. เสื้อแดงย้ายมาราชประสงค์

BATNA เสื้อแดงแข็งขึ้นมาทันที เพราะถ้ายังตกลงกันไม่ได้ ประเทศชาติเสียหาย รัฐบาลซวย

(แต่ผลระยะยาว กลับทำให้ BATNA ของรัฐบาลแข็งขึ้นมาด้วย เพราะคนที่เดือดร้อนสนับสนุนให้สลายการชุมนุมมากขึ้น)

5. เกิดการปะทะ 10 เมษ.

BATNA เสื้อแดงแข็งขึ้นอีก เพราะมีคนตาย (สังเกตว่าช่วงนี้แกนนำเสื้อแดงบอก”ไม่เจรจา ยุบสภาอย่างเดียว” เพราะมีคนตายแล้ว แต่ความหมายจริงๆคือ เพราะ BATNA ของเขาแข็งมากแล้ว เขาจึงต้องการข้อเสนอที่ดีที่สุด คือรัฐบาลยุบสภาทันที)

6. มีม็อบหลากสีมาเข้าโผล่ขึ้นมา

BATNA รัฐบาลแข็งขึ้น เพราะยืนยันได้ว่า ก็ยังมีกลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาล ถึงแม้การเจรจาจะไม่สำเร็จ และมีการสลายการชุมนุม

7. มีการยิงระเบิดด้วย M79 ลงที่สีลม

(คิดเอาเองครับ)

8. เสื้อแดงบุกรพ.จุฬาฯ

BATNA รัฐบาลแข็งขึ้นมาก จะเห็นได้ชัดว่าช่วงนี้มีข่าวเสื้อแดงอ่อนลง และอยากเจรจามาก  ในขณะที่รัฐบาลไม่พูดเรื่องเจรจาเลย อัดข่าวบุกรพ.อย่างเดียว

9. ตำรวจบุกจับยึดอาวุธสงครามได้เยอะมาก

10. ข่าวเรื่องการล้มสถาบันเริ่มรุนแรงขึ้น

(คิดเอาเองครับ)

11. รัฐบาลประกาศว่าจะใช้รถหุ้มเหราะสลายการชุมนุม และไม่รับกันความปลอดภัยของแกนนำ

BATNA รัฐบาลแข็งกว่ามากๆ  นปช.เริ่มบอกว่า 3+2 (เดือน) ก็ยอมรับได้

———————————————————————————–

ผมมีข้อสังเกต 3 ข้อ คือ

1. แม้ตอนนี้ตัวเลขของจำนวนเดือนจะวิ่งเข้าใกล้กันมากขึ้น แต่อีกฝั่งก็พร้อมจะหยุดการเจรจา หากตัวเองมี BATNA ที่แข็งกว่า

2. สงครามสื่อที่เกิดขึ้น เป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตนเอง เพิ่มความแข็งให้กับ BATNA ของฝั่งตน และทุบ BATNA ของอีกฝ่าย

3. BATNA ในการเจรจาครั้งนี้เกี่ยวพันกับความรู้สึกของมวลชน จึงวิ่งขึ้นลงได้ง่าย

———————————————————————————–

ร่ายยาวมาตั้งนาน หวังว่าคงจะทำให้ผู้อ่านเห็นแง่มุมใหม่ๆของความขัดแย้งครั้งนี้ได้ ในความเป็นจริืงแล้ว คงมีปัจจัยหลายอย่างมากกว่าแค่เรื่องของ BATNA

BR: One-Year-Work

March 26, 2010

BR จากบล็อคอรุช ไม่พูดพล่ามทำเพลง เข้าสรุปเลยครับ

1. ทำงานในบริษัทข้ามชาติ เก่งแค่ไหน แต่พูด(ภาษาอังกฤษ)ไม่คล่อง จะทำอะไรก็ฝืดไปหมด

2. “ฝรั่งจริงๆก็ไม่ได้เก่งไปกว่าคนไทยเท่าไร”  แต่ฝรั่งกล้าที่จะทำมากกว่า ภาษาดีกว่า จึงมีโอกาสสำเร็จมากกว่า

3. ในการทำงาน การมี passion เป็นสิ่งที่ดี แต่การใช้ emotion จะนำมาด้วยความ–หาย

4. หลายครั้ง การนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดใ้ห้กับลูกค้า ก็ไม่เท่ากับการให้สิ่งที่เขาต้องการ

5. การบริหารเจ้านาย สำคัญไม่น้อยกว่าการบริหารตัวเอง

6. ทุกคนในองค์กรกลัวการเปลี่ยนแปลง ยกเว้นคนที่เสนอการเปลี่ยนแปลงนั้น

7. ทำงานเทคนิคที่ลงรายละเอียด ต้องมองภาพใหญ่ให้บ่อย จะได้ไม่หลงทาง

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.